สะพานสายรุ้ง เรื่องย่อละครสะพานสายรุ้ง วราภา
สะพานสายรุ้ง เรื่องย่อละครสะพานสายรุ้ง วราภา
สะพานสายรุ้ง เรื่องย่อละครสะพานสายรุ้ง วราภา สะพานสายรุ้ง เรื่องย่อละครสะพานสายรุ้ง วราภา นวนิยาย ของ วราภา มาทำเป็นละครช่อง3
ละครช่อง3 ละครใหม่ เรื่องย่อละครช่อง3 ละครสะพานสายรุ้งเรื่องย่อสะพานสายรุ้งสะพานสายรุ้ง ละครช่อง3
สะพานสายรุ้ง บทประพันธ์ของ วราภาวราภาปัจจุบันคุณวราภายังเขียนให้ นิตยสารสกุลไทย หญิงไทย และขวัญเรือน ที่ ส.ท่าเกษม ตั้งหัวข้อคอลัมน์ว่า หนึ่งเดียวเท่านั้น (ONE AND ONLY) คือ วราภา เพราะไม่เคยปรากฎในวงการละครโทรทัศน์มาก่อนที่บทประพันธ์ นวนิยาย 3สกุลไทย -สะพานสายรุ้ง-พชรขับรถไปตามทางหลวงสายบางนา-ตราดตามที่รัตติมาบอก หล่อนกำชับเขาว่า‘ไม่ต้องรีบนะ เพราะคุณไม่รู้จักทาง ค่อยๆขับไปราวๆชั่วโมงหนึ่งก็จะเห็นป้าย ขับไปอีกสี่กิโลเลี้ยวขวาเข้าตัวเมืองผ่านวัดใหญ่รถจะติดนิดหน่อย เพราะทุกวันจะมีคนมาสักการะพระมาก คุณขับเลยไปสองไฟแดงเลี้ยวขวาอีกหาที่จอดรถแล้วละทีนี้’ชายหนุ่มจำได้ว่าเขาโวยหล่อนไปทันที‘ทำไมมันไกลอย่างนั้น หาที่ในเมืองไม่ได้หรือไง’‘ไม่ได้’ หล่อนตวาดแว้ดกลับมา ‘เพราะฉันมีธุระที่จังหวัดนั้น คุณอยากคุยธุระก็ต้องตามมาไม่งั้นก็ยกเลิกไปเลย’พชรไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องตกกระไดพลอยโจนไปกับยายบ๊องนี่ด้วย‘ก็ได้ ก็ได้’‘งั้นตกลงตามนี้ ถ้ามาถูกฉันเลี้ยงมื้อกลางวันคุณ พอถึงตลาดจอดรถแล้วโทร.หาฉันนะจะบอกทางให้’‘หมายความว่าจะให้ฉันเดินต่อไปอีกหรือ’‘ไม่ไกลหรอกน่า ข้ามสะพานหน่อยเดียวก็ถึงแล้ว เท่านี้ละ’รัตติมาปิดเครื่องก่อนที่เขาจะทักท้วง ดูหล่อนเชื่อมั่นเหลือเกินว่าเขาจะทำตามทุกอย่างพชรขับรถอย่างระมัดระวังเพราะเป็นครั้งแรกที่เขาขับรถคนเดียวออกต่างจังหวัด ซึ่งเขาจะต้องทำให้ได้ไม่เช่นนั้นยายหนูมาคงดูถูกเขาใหญ่ ระหว่างทาง ‘คุณตา’ โทร.เข้ามา แต่เขาไม่รับแถมยังปิดเครื่องเสียด้วยเพราะกลัวอุบัติเหตุ การขับรถในเมืองไทยยากกว่าเมืองนอกหลายเท่านัก ชายหนุ่มทำตามที่รัตติมาบอกทุกระยะพอเข้าเขตตัวเมืองเห็นวัดใหญ่ ยวดยานพาหนะพลุกพล่านในบริเวณนั้น ลานจอดรถสองข้างทางเนืองแน่นไปด้วยรถยนต์ส่วนตัวและรถทัวร์ ร้านขายของเนืองแน่นมีเสียงตะโกนเรียกลูกค้าดังหนวกหู เขาแล่นเลยไปถึงตลาดเลี้ยวกลับไปกลับมาถึงสองรอบจึงตัดสินใจแล่นเข้าปั๊ม“ขอจอดรถสักชั่วโมงคิดเท่าไหร่"เขาพูดกับเด็กเติมน้ำมัน ฝ่ายนั้นวิ่งเข้าไปถามคนข้างในแล้วกลับมาบอกว่า“สามร้อยครับ"“เอากำไรเกินควรไม่แพงไปหน่อยหรือ"“ไม่แพงครับ ให้คุณไปจอดที่ร่มๆแล้วดูรถให้ด้วยเผื่อมีคนมาขีด รถคุณออกสวย"ชายหนุ่มถอนใจพรืดควักเงินให้อย่างไม่เต็มใจนักแล้วโทร.เข้ามือถือรัตติมา“ฉันมาถึงแล้ว"“จอดรถที่ไหนน่ะ"“ในปั๊ม เขาคิดตั้งสามร้อย ทำไมคนที่นี่หน้าเลือดนักนะ"“เอาเถอะน่า แค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก ทีนี้คุณก็ย้อนกลับมาที่ตลาด ถามเขาว่าสะพานสายรุ้งไปทางไหน คุณข้ามสะพานมาฉันจะรอที่ร้านอาหารตีนสะพานและจะส่งอาหารอร่อยๆให้คุณกินด้วย"“เธอนี่มันแสบไม่ใช่เล่นเลยนะ แกล้งฉันหัวปั่นตั้งแต่เช้าแล้ว เอาละ เอาละเดี๋ยวเจอกัน"เขากำชับเด็กปั๊มอีกครั้งให้ดูแลรถเป็นอย่างดี แล้วเดินดุ่มกลับไปที่ตลาดด้วยใบหน้าหงิกงอเพราะคนที่เดินผ่านจะเหลียวหลังกลับมามองบุคลิกและท่าทางที่โดดเด่นจนเขาต้องหยิบแว่นตามาใส่โดยหวังว่าจะไม่มีคนสนใจมากไปกว่านี้“เฮ้ย ดูนั่น พระเอกละครหรือเปล่าวะ หล่อลากดินเลย"เสียงวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งยืนคุยกันหน้าตลาดทำให้พชรยิ่งโมโหมากขึ้นเพราะคำว่า ‘พระเอกละคร’ จี้จุดเดือดทำให้เขานึกถึงคำบอกเล่าของศีลวัตรว่าเอกสตรีมีความเกี่ยวพันกับพระเอกละคร คำพูดประโยคนั้นจึงคล้ายกับเป็นการตอกย้ำซ้ำเติม ชายหนุ่มเหลียวขวับไปทางวัยรุ่นกลุ่มนั้นแล้วเดินตรงเข้าไปหา“มีอะไรครับพี่" หนึ่งในนั้นส่งเสียงถามมาก่อน พชรมองปราดแล้วนึกประมาณในใจ ห้าต่อหนึ่งต่อให้เป็นนักมวยถ้าถูกรุมก็คงไม่รอดเหมือนกัน“รู้จักสะพานสายรุ้งไหม"“พี่จะไปที่นั่นหรือ เข้าซอยข้างหน้าไปจนสุดแล้วก็เจอสะพานข้ามคลอง ก็สะพานนั่นแหละ แต่ต้องเดินดีๆนะ เพราะมันผุพังเยอะแล้ว ดีไม่ดีตกน้ำคลองละสนุกเลย"“แล้วมันใช่สะพานสายรุ้งไหม"“ชัวร์ป้าบเลยพี่ ไม่รู้ใครเป็นคนตั้งชื่อซะสวยหรู ที่แท้มันก็ไอ้สะพานจะพังมิพังแหล่นั่นแหละ"พชรกัดฟันกรอด เค้นเสียงขอบใจเบาๆแล้วเดินไปตามทางที่ถูกแนะนำผ่านห้องแถวเก่าในซอย เสียงสุนัขเห่าขรมแล้วเขาก็เดินพ้นออกมาจนเห็นภาพสะพานสูงเก่าโกโรโกโส เสาค้ำสะพานบอบบางแทบจะล้มครืนได้ทุกเมื่อ พชรยกมือเท้าสะเอวหน้าตาแดงก่ำเพราะความโกรธ เขาไม่มีวันข้ามสะพานไปเด็ดขาดเพราะหมดกะจิตกะใจจะพูดธุระกับแม่หนูมาเสียแล้ว“ไม่เป็นทีเราบ้างก็ให้รู้ไป"มือถือของเขาสั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกง ยังไม่ทันที่พชรจะได้พูดเสียงแจ๋วๆของรัตติมาก็ดังขึ้นก่อน“ทำไมไม่ข้ามมาสักทีล่ะ ยืนทำสมาธิอะไรอยู่ ฉันเห็นคุณแล้วนะ มองทางนี้สิ…ข้ามมาเถอะสะพานยังแข็งแรงอยู่ไม่หักง่ายๆหรอก"เขามองเห็นหล่อนโบกมือไหวๆอยู่ในร้ายขายอาหารฝั่งตรงกันข้ามที่มีโต๊ะริมระเบียงไม้ชิดคลองสกปรกเต็มไปด้วยจอกแหนน่าสะอิดสะเอียน เขาไม่เคยพบเห็นบรรยากาศเช่นนี้มาก่อนทั้งในและนอกประเทศ“ฉันจะกลับแล้ว ธุระเอาไว้คุยวันหลัง"“แต่ฉันสั่งกับข้าวเต็มโต๊ะเลยนะ กินคนเดียวไม่หมดหรอกมาช่วยกันหน่อยสิ ไม่หิวเหรอ"“หิวให้ตายก็ไม่กิน เธอกินไม่หมดก็เทให้หมากินสิ คนอย่างฉันไม่กินของในสถานที่อย่างนี้ ไปละ"เขาหันกลับเดินไปทางเก่า รัตติมาดูถูกเขาเกินไป ทีเขาพาหล่อนไปในสถานที่หรูดูดีเพราะเขาให้เกียรติ หล่อนน่าตอบแทนเขาให้ดีกว่านี้“หยุดเดี๋ยวนี้เลยนายพชร"รัตติมาวิ่งตามเขามาเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่เสียงหล่อนอยู่ใกล้แค่นี้เอง พอเขาเหลียวกลับไปดูเห็นกำปั้นหล่อนลอยฉวัดเฉวียนอยู่ในอากาศ“เฮ้ย…ทำอะไรน่ะ"“ไม่คิดนิดเดียว ฉันต่อยคุณคว่ำแล้ว เป็นผู้ดิบผู้ดีมาจากไหนทำไมกินไม่ได้ คุณน่ะยโสโอหังมากไปแล้ว มองคนอื่นต่ำไปหมด พวกเขาก็มีมือมีเท้าเหมือนคุณ แต่มือเท้าเขามีประโยชน์ เพราะเขาทำงานตัวเป็นเกลียว ไม่เหมือนคนรกโลกบางคนที่แบมือขอปู่ย่า ตายาย ทำอะไรไม่เป็น ต้องมีคนรองมือรองเท้า แล้วก็คิดว่าข้าสูงกว่าคนอื่น ขอโทษนะคุณมันต่ำได้ใจจริงๆ"“มากไปแล้วนะ นึกยังไงมาด่าฉันในที่สาธารณะ เธอน่าให้เกียรติฉันบ้าง แล้วก็ไม่ต้องตะเบ็งเสียงขึ้นไปหรอก คนมองกันเต็มตลาดแล้ว"“ดี ให้เขาได้ยินกันเลย เจ้าข้าเอ๊ย เคยเห็นคนหน้าใสใจทรามไหม คนๆนี้เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แล้วยังดูถูกคนอื่นอีก"“ทำอะไรของเธอยายแสบ หยุดพูดเดี๋ยวนี้"“ไม่หยุดและฉันจะฟ้องคุณปู่ด้วยว่าคุณนัดฉันมาแล้วมาทำวางอำนาจ ท่านเองก็ไม่ค่อยชอบคุณอยู่แล้ว คราวนี้จะได้เกลียดไปเลย อยากกลับก็กลับไปฉันเหม็นหน้าคนรวยเต็มทนอยู่แล้ว"รัตติมาโบกมือไล่ด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด เมื่อพูดจบหล่อนก็วิ่งกลับไปทางเก่าโดยไม่สนใจเขาอีก พชรเห็นชาวบ้านแถวนั้นมองเขาเป็นตาเดียว บ้างก็หันไปซุบซิบนินทาจนเขาอายหน้าร้อนผ่าว ไม่เคยมีใครว่าเขาสาดเสียเทเสียเช่นนี้มาก่อน หล่อนอวดดีมาจากไหนรัตติมากลับไปที่ร้านอาหารเล็กๆ แต่ดูใหญ่โตสำหรับคนในหมู่บ้านนั้น หล่อนมาทำงานแทนอาจารย์เพื่อดูการใช้ชีวิตของเด็กที่จะเข้ามหาวิทยาลัยว่าทุกอย่างเป็นจริงตามคำบอกเล่าหรือไม่ ความคิดแรกที่นัดพชรให้มาพบที่นี่ก็เพื่อโน้มน้าวให้เขาเห็นความจริงที่อยู่นอกเปลือกของความรวย หล่อนไม่ต้องการให้คุณปู่ผิดหวังที่หลานชายหัวสูงไม่ได้ดังใจ เขาล่องลอยอยู่บนเมฆกลางอากาศที่ไม่มีวันตกถึงพื้น น่าสมเพชยิ่งนักแม่ค้าเพิ่งยกจานหอยผัดฉ่ามาวางให้บนโต๊ะ กลิ่นหอมฟุ้ง รัตติมานั่งลงอย่างอ่อนแรงแต่ก็อุตส่าห์ชมว่า“หอมจังค่ะ"ใบหน้าดำเกรียมบอกให้เห็นการทำงานเหนื่อยยากมาตลอดชีวิตยิ้มให้หล่อนอย่างจริงใจ“เพื่อนยังไม่มาอีกหรือหนู สั่งกับข้าวมากมายแล้วจะกินหมดหรือนี่"“หนูทานจุค่ะ แต่ถ้าไม่หมดก็จะเอากลับบ้าน ของอร่อยๆทั้งนั้น ไม่อยากให้เสียของ"“ได้ ได้บอกก็แล้วกันจะใส่ถุงให้"“ขอบคุณค่ะ"หล่อนตื้อในลำคอ คำพูดเล็กๆน้อยๆแต่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจซึ่งหายากจากคนเมืองกรุงที่ใช้ชีวิตอย่างฉาบฉวย นายพชรนั่นเป็นตัวอย่างหนึ่งละ รัตติมาตักกับข้าวใส่จานพยายามที่จะไม่คิด เพราะขืนคิดไปก็คงกินไม่อร่อย“สั่งข้าวมาอีกจาน จะให้กินแต่กับเปล่าๆอย่างนั้นหรือ"หล่อนอ้าปากค้าง วางช้อนที่กำลังจะส่งข้าวเข้าปากลงบนจาน ใครคนหนึ่งเดินมานั่งตรงกันข้ามและใครคนนั้นคือคนที่หล่อนเพิ่งด่าเขามาหยกๆ“อ้าว"“เร็วเข้าสิหิวแล้วนะ ไอ้จานนั้นก็น่ากินดีแต่สงสัยว่ามันจะเผ็ดหรือเปล่า"รัตติมาอึ้ง โลกท่าจะหมุนกลับเสียแล้ววันนี้ เพราะท่าทางของเขาผิดเป็นคนละคนกับเมื่อครู่ก่อน“ไงล่ะ นิ่งอยู่ได้กับข้าวเยอะแยะกินเข้าไปหมดหรือ"“ไม่หมดแล้วไง" หล่อนเพิ่งพูดออก “ก็ให้หมากินสิ พูดเองไม่ใช่หรือ ถามจริงๆเถอะจะมาไม้ไหนกันอีก"“ไม่มีไม้ไหนหรอก แต่ตามมาให้เธอขอโทษฉัน เธอเสียมารยาทมากนะที่ด่าฉันกลางตลาด กะไอ้แค่ไม่เดินข้ามสะพานผุๆพังๆไปหาเธอเท่านั้น โธ่ ตั้งชื่อเสียสวยหรูสะพานสายรุ้ง มันจะพังมิพังแหล่อยู่แล้ว"“แล้วพังไหมเล่า กลัวแล้วเดินข้ามมาทำไม ชาวบ้านเขาตั้งชื่อเพราะๆจะได้เป็นเครื่องปลอบใจไม่ให้ห่อเหี่ยวและมันก็ทำให้คนที่ข้ามมาถึงฝั่งนี้มองเห็นสายรุ้งแห่งความจริงว่าทุกอย่างไม่ได้สวยหรูเหมือนที่เห็น คลองก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ความเป็นอยู่ของคนฝั่งนี้แร้นแค้นมาก แต่เขาก็ยังก้มหน้าทำมาหากินไม่เคยบ่น เขามีความสุขตามประสาของเขา กับข้าวพวกนี้มันเทียบไม่ได้กับอาหารเหลาหรือในโรงแรมหรู ภาชนะที่ใส่ก็เป็นแค่จานสังกะสี แต่รสชาติอาหารมันอร่อยมากเพราะทำขึ้นจากหยาดเหงื่อและความจริงใจ"“ถ้าพูดอยู่อย่างนี้เมื่อไหร่ถึงจะได้ชิมและตอบถูกว่ามันอร่อยหรือไม่ อันที่จริงเธอน่าจะดีกับฉันสักหน่อยเพราะฉันอุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกล แต่งตัวก็บ้าระห่ำที่สุดในชีวิต"เมื่อเขายอมอ่อนให้ รัตติมาก็เลิกโมโห จริงสิหล่อนเพิ่งสังเกตว่าพชรแต่งตัวธรรมดาเพื่อไม่ให้เป็นเป้าแห่งความสนใจ แต่พอมองหน้าเขาหล่อนก็เอ็ดตะโรว่า“เสื้อผ้าน่ะดีแล้ว แต่แว่นตานั่นโชว์แบรนด์เนมหราได้ยังไง"“เธอนี่เรื่องมากนะ" เขาถอดแว่นตาออกทันที“ฉันมีแต่อย่างนี้ขอยืมใครก็ไม่ได้ อย่างเสื้อยืดนี่ก็เอาของนายเปรี้ยงมาใส่ ให้ตายเถอะคันตัวจะแย่อยู่แล้ว"รัตติมาหัวเราะกิ๊กออกมาทันที ถึงเขาจะยียวนอย่างไรแต่ก็มีบางมุมที่เขาน่ารักอยู่เหมือนกันพชรรับประทานได้มากอย่างผิดสังเกตโดยเฉพาะไก่บ้านทอดและผัดผักบุ้ง เมื่อเขาเข้ามาในร้านครั้งแรกก็มีลูกค้าบางคนสนใจมองอยู่เหมือนกัน แต่พอเขาทำตัวกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมคนพวกนั้นก็เลิกสนใจทำให้หญิงสาวหายใจคล่องขึ้น“จอดรถไว้ฝั่งโน้นเหมือนกันหรือ" เขาถามเมื่อรวบช้อนส้อมเข้าด้วยกัน รัตติมาสั่นหน้า“มาแท็กซี่ มาทำงานแทนอาจารย์"ชายหนุ่มเกือบสำลักน้ำ“ตั้งไกลนี่นะ"“แล้วจะให้ทำยังไง รับปากอาจารย์ไว้แล้วก็ต้องมา คุณก็อย่าบอกคุณปู่แล้วกัน ท่านไม่ให้ขับรถคันนั้นอีกแล้ว ท่านจะซื้อรถให้ใหม่"“ก็สมควรอยู่ รถคันนั้นมันเก่า ไปตายที่ไหนอันตราย ว่าแต่ทำไมไม่บอกฉันจะได้มารับ"“ฉันมาตั้งแต่เช้า นายตื่นหรือ" หล่อนเยาะเย้ย เขาจึงตอกกลับว่า“แล้วทำไมไม่ให้แฟนมาส่ง"หล่อนตาเขียวขึ้นมาทันที“ไม่ใช่เรื่องอย่ายุ่ง ว่าแต่คุณเถอะมีปัญหาอะไรจะพูดกับฉัน แล้วทำไมพูดทางโทรศัพท์ไม่ได้"“เราจะพูดกันตรงนี้น่ะหรือ"“เรื่องของคุณต้องการบรรยากาศด้วยหรือไง ที่นี่ก็ได้ไม่มีใครสนใจหรอก ว่าไปเลย"“ก็ได้" เขาสูดลมหายใจลึกๆแล้วมองหน้าหล่อน“ฉันบอกคุณปู่ว่าจะแต่งงาน…"“เหรอ" รัตติมาทำเสียงตื่นเต้นนัยน์ตาเป็นประกาย“กับผู้หญิงสวยๆคนนั้นหรือ ดีใจด้วยนะ"“แต่คุณปู่ไม่ดีใจด้วย ขอให้เป็นเจ้าภาพไปสู่ขอก็ไม่ยอม"“ไหงงั้นล่ะ"“ทีแรกฉันก็นึกว่าไม่เป็นไร คุณปู่ไม่เอาด้วย ฉันบอกคุณตาก็ได้ แต่คุณตาก็ไม่ยอมอีก"“แปลกนะ ทำไมพวกผู้ใหญ่ถึงเล่นอะไรกันแปลกๆ"“คุณตาบอกไม่อยากข้ามหน้าข้ามตาคุณปู่ คุณตากลัวคุณปู่ เธอก็คงรู้ว่าเพราะอะไร ฉันเองก็เพิ่งรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างของคุณตาคุณปู่ให้หมด"“ที่จริงคุณปู่ทำอะไรต้องมีเหตุผล ท่านบอกไหมว่าทำไม"“เธอไม่รู้จริงๆน่ะหรือ" เขาถาม————————————สกุลไทย -สะพานสายรุ้ง-1“เอ๊ก บอกผมหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น"พชรถามเมื่อขับรถออกมาถึงถนนใหญ่ เอกสตรีไม่ได้พูดกับเขาแม้แต่คำเดียวนอกจากยกมือทักทายเมื่อเห็นหน้า ต่อจากนั้นหล่อนก็เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาโทรศัพท์เป็นว่าเล่นทั้งที่ไม่ได้รับคำตอบจากอีกฝ่ายหนึ่ง“ทะเลาะกับคุณพ่อ" หล่อนตอบเขาพร้อมกับถอนใจ“ขอบใจมากนะบีบอยที่มารับ ตอนนี้ขอให้ขับรถไปเรื่อยๆก่อน เอ๊กยังนึกไม่ออกว่าจะไปไหน รู้แต่ว่าเอ๊กไม่กลับบ้านแน่ รู้ไหมคุณพ่อตบหน้าเอ๊ก"เขาหันไปมองหล่อนแวบหนึ่ง ถามเรียบๆ“ทะเลาะกันเรื่องอะไร"“เรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่าไปสนใจเลย คุณพ่อหัวโบราณไม่เข้าท่า เอ๊กเบื่อ…เบื่อบ้าน เบื่อทุกคนที่นั่น"“งั้นเราก็แต่งงานกัน แล้วเอ๊กย้ายมาอยู่บ้านผม รับรองว่าทุกคนที่บ้านผมจะเอาใจเอ๊กอย่างดีที่สุด"เอกสตรีเงียบกริบ สิ่งที่พชรพูดคือสิ่งสุดท้ายที่หล่อนอยากจะทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาเช่นนี้ที่หล่อนโหยหาพีสดายุ และไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงไม่รับสายหล่อน“ดีไหมเอ๊ก" เขาถามย้ำ “คุณพ่อคุณแม่คุณก็เห็นด้วยอยู่แล้ว เรื่องนี้จึงไม่มีปัญหา ส่วนผมเคยบอกเอ๊กอย่างไร ผมก็จะทำตามคำพูดถึงจะแต่งงานกันแล้วแต่คุณก็ยังคงมีอิสระอย่างเดิม ผมจะไม่เข้าไปก้าวก่าย"“ถ้าอย่างนั้นเราจะแต่งกันทำไม เพราะมันก็เหมือนต่างคนต่างอยู่อยู่ดี บีบอยเป็นคนดีแต่เอ๊กไม่อยากเอาเปรียบ เพราะเอ๊กไม่อาจทำตัวเป็นภรรยาที่ดีได้"“ถ้าหมายถึงการปรนนิบัติผม มันไม่จำเป็นเลย เรามีคนใช้มากมาย เมื่ออยู่อเมริกาผมก็ทำอะไรด้วยตัวเองตลอด"เอกสตรีถอนใจ พชรดีเสียจนหล่อนอยากวางเขาไว้ในตำแหน่ง ‘พี่ชาย’ มากกว่าคนรัก“เอ๊กโชคดีกว่าผู้หญิงอีกหลายร้อยคนที่มีบีบอยอยู่ใกล้ๆ เอาอย่างนี้นะ ไว้เอ๊กหายโกรธคุณพ่อก่อนแล้วเราค่อยแต่งงาน ตอนนี้ช่วยอะไรเอ๊กหน่อยได้ไหม"“บอกมาเลย ทุกอย่างที่เอ๊กต้องการ"“จริงนะ"สิ่งที่เอกสตรีต้องการคือให้หล่อนขอยืมรถเพราะบิดาเก็บริบกุญแจรถทุกคัน หล่อนบอกเขาว่า“เอ๊กมีธุระต้องใช้รถ บีบอยอย่าเพิ่งถามนะว่าธุระของเอ๊กคืออะไร ถ้าเชื่อใจเอ๊กเหมือนอย่างเดิม"พชรไม่ถามจนคำเดียว เขาจอดรถข้างทางแล้วลงจากรถอย่างง่ายๆจนหล่อนตกใจ“บีบอย"“ไปเถอะเอ๊ก ไปทำธุระของคุณแต่อย่าขับรถเร็วนัก ผมเป็นห่วง"เอกสตรีน้ำตาซึมแต่เขาไม่เห็นเพราะแว่นกันแดดอันใหญ่บดบังความรู้สึกตื้นตันเอาไว้ หล่อนแน่ใจว่าชีวิตที่มีเขาอยู่เคียงข้างจะเป็นชีวิตที่มีความราบรื่นที่สุด เพราะจากวันแรกที่รู้จักเขาจนกระทั่งวันนี้ พชรไม่เคยทำให้หล่อนผิดหวังแม้แต่น้อย“A single rose can be my gardenA single friend, my world"หล่อนส่งจูบให้เขาก่อนพารถแล่นลิ่วไปยังจุดหมายปลายทางพีสดายุไม่ยอมรับโทรศัพท์ เอกสตรีแน่ใจว่าเขาจงใจปิดเครื่องเพราะไม่ต้องการพูดกับหล่อน แต่เขามีสิทธิ์อะไรมาโกรธในเมื่อหล่อนไม่ได้ทำอะไรให้สักหน่อยบ้านเขาอยู่บางใหญ่ซอยพระปิ่น เอกสตรีจำได้แม่น ทั้งๆที่ไม่น่าจะจำได้ทำให้รู้สึกตกใจ พีสดายุเป็นเพียงคู่นอนแต่ทำไมหล่อนเก็บรายละเอียดของเขาไว้ครบถ้วน‘บ้านผมเป็นบ้านสวน หน้าบ้านมีซุ้มดอกโมกออกดอกสีขาว หอมมาก’‘แล้วบ้านสดายุทาสีอะไร’ หล่อนถามไปอย่างนั้นเอง แต่ตอนนี้สิกลับมีประโยชน์ต่อการเสาะหา‘ข้างนอกสีม่วงครับ ข้างในสีเทอร์คอยซ์’‘ไม่เคยเห็นบ้านใครทาสีม่วง’‘สวยนะ’ เสียงเขาบอกความภูมิใจ ‘ใครผ่านไปมาต้องหยุดดูทั้งนั้น อยากไปดูไหมล่ะ’‘ไม่ล่ะ ขอบใจ’ หล่อนตอบอย่างเย่อหยิ่ง แต่เวลานี้หล่อนกลับขับรถเข้าซอย ขับช้าๆตามหาบ้านที่ทาสีม่วงและมีซุ้มดอกโมกอยู่หน้าบ้านตามที่เขาว่า“เอ…ซอยนี้หรือเปล่าน้า…เราจำผิดหรือถูกกันแน่"ซอยมันใหญ่ขนาดรถสองคันสวนกันได้สบาย ค่อนข้างลึกจนเอกสตรีเกือบหมดกำลังใจแล้ว หล่อนก็ใจเต้นตึกตักเมื่อเห็นบ้านหลังนั้น“ใช่จริงๆด้วย บ้านสีม่วงมีดอกโมกซุ้มใหญ่ ต้องเป็นบ้านสดายุแน่ๆ"หล่อนจอดรถมือไม้สั่นแล้วนั่งสงบจิตใจในรถ นัยน์ตามองผ่านประตูเหล็กโปร่งเข้าไปยังบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ภายในที่ดินสองร้อยตารางวาด้วยใจระทึก บ้านเขาร่มรื่นด้วยแมกไม้เขียวชอุ่มสองข้างทางที่ทอดยาวไปสู่ตัวบ้าน ซึ่งลึกจากถนนให้ความเป็นส่วนสัดและเงียบสงบไม่วุ่นวายซึ่งก็เหมือนกับนิสัยเขาเช่นกัน เอกสตรีลองโทร.หาเขาอีกครั้งเมื่อไม่มีเสียงตอบรับเช่นเดิม หล่อนก็ลงจากรถเดินไปกดกริ่งประตู“เขาอยู่บ้านหรือเปล่านะ เขาจะโกรธไหมที่เรามาตามถึงบ้าน เขาจะอยู่กับผู้หญิงที่ไหนหรือเปล่า"ตลอดเวลาที่คบกัน เขาเป็นฝ่ายผ่อนปรนตลอดมา เอกสตรีไม่เคยใส่ใจความรู้สึกของเขาเพราะคิดว่าตนเองเหนือกว่าทุกด้านจนเกิดความทะนงตัว แต่เมื่อเขาเกิดไม่ยอมลงให้เหมือนคราวนี้หล่อนก็กระวนกระวายจนอยู่ไม่ติดเอกสตรีแลเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาจากมุมตึกข้างใน ท่าทางไม่บอกว่าเป็นคนใช้ สังเกตได้จากการนุ่งห่ม เสื้อผ้าป่านสีใยสับปะรดและซิ่นผ้าไหมสีอ่อนกลมกลืน รูปร่างโปร่งใบหน้ายาวรีคล้ายพีสดายุ เส้นผมที่มีสีเทาแซมขมวดไว้ที่ท้ายทอย บุคลิกเรียบร้อยแต่ก็วางตัวอยู่ในทีจนกระทั่งเอกสตรีรู้สึกเปิ่นแกมกระดากเมื่อสายตาคู่นั้นมองมาอย่างสงสัย“เอ้อ…สดายุอยู่ไหมคะ"“เขายังไม่กลับ" เธอตอบเสียงสุภาพแม้จะไม่มีคำลงท้าย“นัดไว้หรือเปล่า"“ไม่ได้นัดค่ะ โทร.ไปเขาก็ไม่รับสาย ดิฉันมีธุระกับเขา"“ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาจะถ่ายละครจนค่ำหรือเปล่าวันนี้ เพราะไม่ได้บอกไว้"“เหรอคะ" หล่อนทำหน้าผิดหวัง“ดิฉันมาไกลเสียด้วย น่าเสียดาย"“คุณเก่ง มาจนถูก ปกติสดายุไม่เคยบอกใครว่าเขาอยู่ที่ไหน คุณคงเป็นคนสำคัญ"นัยน์ตาเอกสตรีเป็นประกายวับขึ้นมาทันที หล่อนมองสตรีวัยกลางคนผู้นั้นพร้อมกับนึกเดาอยู่ในใจ ที่สุดก็ตัดสินใจถามอย่างตรงไปตรงมา“ขอโทษ คุณเป็นอะไรกับสดายุคะ"“ฉันเป็นแม่ของเขา ฉันชื่อพิรงรอง คุณจะเข้ามารอข้างในไหมล่ะ ฉันจะโทร.ถามเขาให้ว่าจะกลับบ้านกี่โมง"เอกสตรีไม่เคยยกมือไหว้ใครง่ายๆ แต่คราวนี้หล่อนไหว้แม่ของพีสดายุด้วยความเต็มใจ“เป็นพระคุณอย่างยิ่งค่ะ"คุณหญิงนฤมลเดินนำสตรีวัยเดียวกันไปที่ห้องนั่งเล่นหลังจากสั่งสาวใช้ให้เตรียมของว่าง“เสร็จแล้วยกเข้ามาในห้องเลยนะ"ห้องนั่งเล่นแต่จัดอย่างหรูหราด้วยเฟอร์นิเจอร์สูงค่าจนผู้มาหามองด้วยความตื่นตาตื่นใจจนอดพูดไม่ได้ว่า“เธอนี่โชคดีจังเลยนะ บ้านช่องหรูหราสวยงาม"“นั่นเรียกว่าโชคดีหรือ" คุณหญิงหัวเราะเสียงแห้งแล้งขณะที่ต่างฝ่ายต่างนั่งลง“เงินทองมันไม่ได้ซื้อความสุขให้เราได้หรอกนะมาณวิกา ใจฉันไม่เคยสงบเลยสักวินาทีเดียว"“ยังจะบ่นอีกหรือ ใครๆก็พูดว่าท่านรัฐมนตรีไม่มีข่าวฉาวเหมือนคนอื่นๆ เธอยังไม่พอใจอีก"“คุณนพก็พอทำเนาแต่ลูกสาวฉันนี่สิก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน เห็นเราสนิทกันหรอกนะฉันถึงพูด เพราะเรารู้จักกันมานานมากและเธอก็ไม่ใช่คนช่างเล่า"มาณวิกายิ้มน้อยๆ หล่อนอยู่ในครอบครัวปานกลางสามีเกษียณแล้ว แต่ก็พอมีพอกินไม่ขัดสน ลูกสองคนเติบโตอยู่ในโอวาท คนหนึ่งเป็นหมอ อีกคนกำลังทำปริญญาโทต่อที่สหรัฐอเมริกา หล่อนใช้ชีวิตอยู่บนรากฐานความพอเพียง นานๆครั้งเมื่อมีธุระก็แวะเวียนมาเยี่ยมเพื่อนบ้าง“ยังไม่เลิกกันอีกหรือ"“ยัง เพิ่งมีเรื่องกับพ่อไปหยกๆ เขาคบกับคุณพชร ซึ่งพ่อเขาก็เห็นชอบด้วย แต่ยังตัดไอ้พระเอกละครนั่นไม่ได้"“แล้วทำไมพ่อกับแม่ถึงต้องบังคับลูกด้วยเล่า เขารักชอบใครทำไมไม่ตามใจ นี่มันยุคไหนกันแล้ว หรือกลัวเสียหน้าลูกสาวรัฐมนตรีได้กับพระเอกละคร"“ฉันน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ก็มีเหมือนกัน เรามันเป็นพ่อเป็นแม่ก็อยากให้ลูกได้ดีที่สุด ยายเอ๊กก็ร่ำเรียนมาสูง ตอนเขาคบกับคุณพชร เราดีใจแทบตาย ยังแปลกใจว่ามันรออะไรเพราะผู้หญิงหลายคนจ้องคุณพชรตาเป็นมัน ที่แท้มันตัดใจไม่ขาด"“เรื่องนี้เองเลยทำให้กลุ้มกันไปทั้งบ้าน" มาณวิกาถอนใจ“พระเอกละครสมัยนี้เขารวยกันจะตาย ทำไมกลัวเขามาปอกลอกงั้นหรือ หัดมองคนในแง่ดีบ้างเถอะ ตามใจเขา พอเห็นเขามีความสุข คนเป็นพ่อแม่จะได้สบายใจไปด้วย"“รู้ได้ไงว่ามันจะมีความสุข หมอนั่นอยู่ในโลกมายาแวดล้อมด้วยดาราสาวมากมาย มันจะซื่อกับยายเอ๊กหรือ"“อย่ามองคนในแง่ร้ายสินฤมล เธอก็พูดเองว่าเงินทองมันซื้อความสุขให้เราไม่ได้ ไม่ต้องดูอื่นไกลเพื่อนเราแท้ๆคนที่เขาเป็นดาวโรงเรียน ชาติตระกูลดี เรียนเก่ง คุณสมบัติพร้อม ใครๆก็คาดว่าเขาจะแต่งกับผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ นั่งกินนอนกินอยู่บนกองเงินกองทองไปจนตาย แต่เอาเข้าจริงเขากลับเลือกข้าราชการจนๆ ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด แต่เดือนที่แล้วฉันพบเขาที่พาหุรัด เขายังสวยเหมือนเดิม ท่าทางสงบแต่หน้าตามีความสุขดี"“เธอพูดถึงใคร" คุณหญิงนฤมลขมวดคิ้ว“คงไม่ใช่คุณพิรงรองนะ"“ก็คนนั้นแหละ ม.ล.พิรงรอง สุริยา ที่ทำให้โลกสังคมสะเทือนในตอนนั้นที่เขาปฏิเสธการสู่ขอ ม.จ.จตุรอัมพุชไปเลือก นายภิญโญ ภุชชงค์ นายอำเภอเมืองจันท์ไปเสียนี่ เขาหายเงียบไปตั้งแต่นั้น แต่ตอนนี้กลับมาอยู่กรุงเทพฯแล้วตั้งแต่สามีตายห้าปีที่แล้ว"“โอ๊ย จริงหรือ" คุณหญิงนฤมลร้องเอะอะ หน้าแดงด้วยความดีใจ“เธอเจอเขาเมื่อไหร่ มีที่อยู่ไหม ฉันคิดถึงเขาจริงๆนะ คุณพิรงรองเป็นคนน่ารัก ครูบาอาจารย์ก็รักเขา เราน่าจะเชิญเขามาวันเลี้ยงรุ่น ฉันจะจัดเลี้ยงที่บ้าน ถ้าเขามาได้พวกเพื่อนๆเราคงดีใจมาก"“เขาให้เบอร์โทรศัพท์ไว้เหมือนกัน เห็นว่าอยู่แถวบางใหญ่ แต่ฉันต้องกลับไปหาก่อนเพราะเปลี่ยนกระเป๋าแล้วก็จดไว้ในกระดาษอะไรก็ไม่รู้"“หวังว่าคงไม่ทิ้งไปก่อนนะเสียดายแย่เลย รู้อะไรไหมตอนนั้นใครๆก็จีบแต่คุณพิรงรอง เพราะเขาทั้งสวยทั้งดี คุณนพของฉันก็ยังเพ้อไปเหมือนกัน สมัยนั้นมีใครดังไปกว่าคุณพิรงรองบ้าง"“ไม่จริงหรอก" มาณวิกาทำท่าไม่เชื่อ แต่พอคุณหญิงนฤมลพยักหน้าพร้อมกับหัวเราะ หล่อนก็ครางออกมาเบาๆ“ถ้าตอนนั้นคุณพิรงรองแต่งกับคุณนพ ยายเอ๊กก็อาจเป็นลูกสาวคุณพิรงรองแทนเธอซินะนฤมล"“คงอย่างนั้นละมัง เอ้า ของว่างมาแล้ว เรากินไปคุยไปก็แล้วกัน วันนี้ต้องอยู่นานๆนะฉันเหงา ไม่มีใครคุยด้วย"พชรยืนอยู่ริมถนนที่มีรถแล่นไปมาขวักไขว่ เอกสตรีขับรถจากไปแล้วโดยไม่ห่วงว่าเขาจะไปต่ออย่างไร หล่อนทำราวกับมีธุระร้อนและมันเป็นเรื่องความเป็นความตายชายหนุ่มยกมือเท้าสะเอวเม้มริมฝีปาก อากาศข้างนอกร้อนอบอ้าวจนเขาเหงื่อตก ควันท่อไอเสียจากขบวนรถที่ติดเป็นแถวทำให้เขาแทบสำลัก มันคือความจริงที่เขาต้องเผชิญเหมือนคนอื่นเมื่อเขาไม่มีกรอบของความรวยมาห่อหุ้มตัวเช่นทุกครั้ง ในแวบนั้นเขานึกถึงนัยน์ตากลมของหญิงสาวคนหนึ่งกับรอยยิ้มที่มีเลศนัยและคำพูดของหล่อน‘คุณมันก็เหมือนคนอื่นๆที่หลงใหลแต่ความสวยงามจอมปลอม คุณคิดว่าข้ามฟากสะพานไปแล้วจะพบเจอสายรุ้งที่สวยงามอย่างนั้นหรือ เปล่าหรอกคุณจะได้เจอความจริงของชีวิตที่ทุกคนตีนถีบปากกัดเพื่อให้อยู่รอดไม่สบายเหมือนคุณ ข้าวแต่ละเมล็ด น้ำแต่ละขันมันมีความหมายเพราะมันจะเป็นพละกำลังให้พวกเขาฟันฝ่าอุปสรรค คุณกับเขาเปรียบเทียบกันแล้วชีวิตคุณมันไร้ค่าสิ้นดี’หล่อนด่าเขาเจ็บแสบไม่แคร์ด้วยว่าเขาเป็นใคร ผู้หญิงที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างหล่อนวางท่าอย่างไรมีศักดิ์ศรีเหนือเขา แต่ที่ทุเรศยิ่งกว่านั้นคือเขายอมหล่อนได้อย่างไรเขาเดินไปตามทางเท้าผ่านแม่ค้าหาบเร่ที่ขายทั้งข้าวของเครื่องใช้และอาหารบางชนิด จริงสิเขามีอาหารเหลืออยู่ในรถที่เอกสตรีขอยืมไปซึ่งไม่รู้เมื่อไหร่หล่อนจะนำมาคืน หากหล่อนไม่ได้สนใจมันคงเน่าบูดอยู่ในนั้น รถเขาคงเหม็นหึ่งไปทั่วรถสปอร์ตคันหนึ่งจอดข้างเขาพร้อมเสียงบีบแตร“ไม่น่าเชื่อว่าคุณพชรจะมาเดินย่ำต๊อกอยู่ที่นี่"————————————สกุลไทย -สะพานสายรุ้ง-2พชรยืนนิ่ง คนที่ก้มหน้ามาพูดกับเขาเป็นบุคคลสุดท้ายที่เขาอยากเสวนาด้วย ศีลวัตร์ขมวดคิ้วอย่างรำคาญเมื่อรถหลังบีบแตรไล่หลังเป็นทอดๆ“อย่าทำเล่นตัวไปเลย แถวนี้หาแท็กซี่ยาก ขึ้นมาเถอะเดี๋ยวจะไปส่งให้"พชรถอนหายใจ หากเอกสตรีไม่เอารถไปเขาก็คงไม่ต้องมีวันนี้ วันที่ต้องอาศัยผู้ชายที่ไม่ชอบหน้าพชรเปิดประตูก้าวเข้าไปนั่ง ศีลวัตร์ออกรถพรืด“ก็เท่านี้แหละ"“ให้ผมลงตรงหัวมุมถนนก็ได้นะ ตรงนั้นคงเรียกแท็กซี่ง่ายหน่อย"“ไหนๆก็ได้ชื่อว่าขึ้นรถแล้ว ใกล้หรือไกลก็เรียกว่านั่งรถคันนี้เหมือนกัน ผมจะเอาเอกสารไปให้ท่านประธานเซ็น"ศีลวัตร์ชำเลืองมองชายหนุ่มที่นั่งใกล้เล็กน้อยก่อนพูดต่อ“แล้วก็คิดว่าจะรับคุณหนูมาออกมาทานข้าวด้วย คุณจะไปบ้านนั้นหรือเปล่าจะได้ไปพร้อมกัน"“นัดเขาไว้แล้วหรือ" แทนคำถามพชรกลับย้อนทำให้ศีลวัตร์หัวเราะ“ส่วนมากคุณหนูมาจะอยู่บ้าน เธอเป็นเด็กดีไม่ทำตัวไฮโซฯเหมือนคนสมัยนี้" เขากระแทกให้บ้าง“ว่ายังไง ไปด้วยกันไหม"พชรอึ้ง เขาไม่อยากไปด้วยแต่ก็ไม่ต้องการให้ศีลวัตร์พารัตติมาไปไหนต่อไหนเพราะเขาไม่ไว้ใจ“ก็ได้"“แต่ผมไม่ได้ชวนคุณหรอกนะ ผมชวนคุณหนูมาคนเดียว"“บางทีเขาคงไม่ไป" พชรเริ่มเล่นลิ้น “เขาคงอยากพักผ่อนอยู่บ้านเพราะเพิ่งทำงานกลับมา"“ทำไมคุณรู้"“เราไปด้วยกันมาเมื่อเช้านี้ แยกกันได้สักชั่วโมงละมัง"คราวนี้ศีลวัตร์เป็นฝ่ายอึ้งบ้าง สีหน้าเริ่มเครียดบอกความไม่พอใจโดยเปิดเผยพชรมีแฟนแล้ว ถึงแม้หล่อนจะมีข่าวกับชายอื่นแต่พชรและหล่อนก็ควงกันโดยเปิดเผย เพราะความเป็นคนหัวสูงเหมือนกัน แต่เหตุใดเขาจึงพูดกำกวมประหนึ่งสนิทสนมเป็นอย่างดีกับรัตติมา ผู้หญิงที่เขาหมายปอง“แฟนคุณไม่ว่าเอาหรือ หรือว่าเธอไปได้ คุณก็ไปได้เหมือนกัน"ถ้อยคำเหน็บแนมมีนัยทำให้พชรหน้าร้อนผ่าว ศีลวัตร์จิกกัดเขาตลอดเรื่องเอกสตรี แต่พชรไม่พยายามเก็บมาเป็นอารมณ์ เขาพยายามให้เครดิตเอกสตรีว่าหล่อนคงสนุกไปชั่วครู่ชั่วยามและเชื่อใจว่าในที่สุดหล่อนก็จะต้องกลับมาหาเขา เอกสตรีมีสิทธิ์ในชีวิตของหล่อนตราบเท่าที่เขาและหล่อนยังไม่ผูกพันกันเป็นทางการ“เรารู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ เราไม่เคยเก็บเรื่องเล็กน้อยมาทำให้เป็นปัญหา"“คุณอาจจะลืมไปว่าที่นี่ไม่ใช่เมืองนอก ใครจะเหลวแหลกอย่างไรก็ไม่มีคนสน แต่ที่นี่ชีวิตคุณจะอยู่ในความสนใจของสังคมมาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง"“ใช่" พชรรับคำแต่โดยดี “คุณตาผมบอกเหมือนกันว่าที่นี่มีแต่คนชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน แต่ผมไม่แคร์ชีวิตใครก็ชีวิตมัน"“คุณยอมรับได้ก็ดีแต่ทำไมต้องไปดึงผู้หญิงอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย"“หมายถึงรัตติมางั้นหรือ" พชรแยกยิ้มที่มุมปาก นึกในใจว่า…หมอนี่หึงโว้ย…“ผู้หญิงบางคนดูแป๊บเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่สเป็คคุณ แล้วทำไมต้องทำให้เขาไขว้เขว"“รัตติมาเป็นคนหนักแน่น เชื่อมั่นในตัวเองสูง คนอย่างนี้ไม่ไขว้เขวง่าย และเขาไม่ชอบให้ใครเป็นห่วงเขาเกินไป"ต่างฝ่ายต่างพูดราวกับรู้จักรัตติมาเป็นอย่างดี พชรซึ่งยังไม่แน่ใจในตอนแรกว่าอยากไปบ้านคุณปู่หรือไม่ กลับตัดสินใจในฉับพลันว่าศีลวัตร์ไปไหนเขาก็จะตามไปด้วย“รถคุณไปไหน" จู่ๆศีลวัตร์ก็ถามขึ้นลอยๆ พชรขยับตัวเล็กน้อยอย่างอึดอัดเพราะคิดคำตอบไม่ทัน และเขาเองก็ไม่รู้ด้วยว่าเอกสตรีขอยืมรถไปไหน“ซ่อม"“น่าเชื่อเหลือเกิน คนอย่างคุณพชรเอารถไปซ่อมแล้วต้องมายืนรอแท็กซี่"“ผมก็ทำเหมือนมนุษย์คนอื่นๆ"“แต่คุณต่างกว่าเขาตรงที่คุณเป็นไข่ในหิน ไม่ว่าปู่หรือตาก็ประคบประหงม คงไม่มีใครปล่อยคุณมายืนตากแดดรอแท็กซี่อยู่หรอก"ศีลวัตร์ไม่เลิกราเพราะต้องการรู้ให้ได้ พชรถอนใจอย่างเบื่อหน่าย“เอาเป็นว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของผมที่ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ใครฟัง ตกลงไหม"“ตราบใดที่แฟนคุณคือผู้หญิงคนนั้น คุณก็จะต้องมีเรื่องที่อธิบายไม่ได้อยู่ตลอดไปนั่นแหละ"พชรไม่โต้ตอบเพราะกลัวว่าจะหมดความอดทนเสียก่อน ผู้ชายคนนี้มีบางสิ่งบางอย่างที่พชรบอกตัวเองว่าเขาจะประมาทไม่ได้ ความสุขุมลุ่มลึกของศีลวัตร์ซ่อนบางสิ่งบางอย่างที่เขายังค้นหาไม่พบ แต่เชื่อได้ว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน จนวินาทีนั้นพชรก็ปิดปากเงียบจนกระทั่งรถถึงบ้านคุณปู่ เขาแปลกใจเล็กน้อยที่ประตูบ้านเปิดกว้างและมีรถคนหนึ่งจอดข้างใน“เอ๊ะ นายบัญชาเขามาทำไม"ศีลวัตร์จำรถบัญชาได้ เขาขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจนัก เพราะหวังว่าจะได้พบวัชรทิตย์เป็นการส่วนตัวโดยไม่มีทนายหน้าหอคนนั้นพชรเปิดประตูรถ เขาสังเกตว่าคนรถของคุณปู่ยืนรออยู่บริเวณนั้น นายยงยกมือไหว้หลานชายเจ้านายเมื่อพชรหันไปมองชายหนุ่มเลยถามว่า“คุณปู่จะไปข้างนอกหรือ"“เปล่าครับ แต่ท่าน…"รัตติมาออกมาพอดีพร้อมกับแป้ง ใบหน้าหล่อนค่อนข้างเป็นกังวล แต่พอเห็นเขาก็ถอนใจอย่างโล่งอก“ฉันกำลังนึกถึงคุณอยู่พอดี"ศีลวัตร์ซึ่งหยิบเอกสารแล้วเดินมาสมทบทีหลังทำหน้าแปลกเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนั้น“คุณหนูมา…"“คุณก็มาด้วยหรือคะ" รัตติมาทักแกนๆรีบเดินตรงมาหาพชร“คุณปู่ไม่สบาย คุณบัญชากำลังอยู่ในห้องกับท่าน ฉันคิดว่าเราควรพาคุณปู่ไปหาหมอ"“ท่านประธานเป็นอะไรครับ" ศีลวัตร์ถามทันที รัตติมาไม่ได้ตอบแต่กลับเม้มปากเล็กน้อย มองสบตาพชรเพราะอย่างน้อยหล่อนก็สนิทกับเขามากกว่าศีลวัตร์“คุณปู่เป็นอะไรหนูมา"“เอ่อ…คุณบัญชาบอกว่าคุณปู่เลือดออกเวลาเข้าห้องน้ำ ฉันก็ยังไม่รู้แน่หรอกนะเพราะคุณบัญชาไม่ได้บอกละเอียด คุณมาก็ดีแล้วเข้าไปหาคุณปู่เถอะ คุณบัญชาอาจบอกรายละเอียดกับคุณก็ได้ คุณศีลวัตร์คะเชิญในห้องรับแขกสะดวกกว่า ฉันจะหาน้ำมาให้ ทำไมถึงมาพร้อมกับคุณพชรได้ล่ะคะ"รัตติมากันศีลวัตร์ออกมาอย่างแนบเนียนและไม่รู้ไม่ชี้ เพราะถือว่าเขาเป็นคนนอก ทำให้ศีลวัตร์ต้องเดินตามอย่างไม่สบอารมณ์ แต่เขาก็พูดว่า“ผมมีเอกสารให้ท่านเซ็น"“ด่วนไหมคะ ฝากไว้ก่อนก็ได้ ฉันว่าตอนนี้อย่าเพิ่งรบกวนท่านจะดีกว่า"หล่อนส่งเขาที่ห้องรับแขก“นั่งก่อนนะคะเดี๋ยวฉันมา"รัตติมาไม่ได้กลับไปอีก หล่อนสั่งแป้งให้หาน้ำไปต้อนรับ ส่วนตัวเองไปยืนเตร่รออยู่หน้าห้อง ‘คุณปู่’ อย่างอดทนประตูห้องนอนวัชรทิตย์เปิดแง้มเอาไว้ เมื่อพชรไปถึงเขาจึงเปิดมันให้กว้างขึ้นจนมองเห็นนายบัญชากำลังห่มแพรเพลาะให้ร่างที่นอนอยู่บนเตียง พชรหยุดกึกเพราะไม่เคยคาดคิดว่า ‘คุณปู่’ ที่เคยเป็นคนที่น่าเกรงขามแก่ทุกคนจะนอนสงบสิ้นฤทธิ์เช่นนี้นายบัญชาเงยหน้าขึ้นพอมองเห็นพชรเขาก็ยิ้มออกอย่างดีใจ รีบเดินตรงมาหาแล้วพยักหน้าให้พชรออกมาคุยนอกห้อง ชายหนุ่มถามอย่างร้อนใจ“คุณปู่เป็นอะไรครับ"“ผมมาถึงพอดี ท่านหน้ามืดล้มในห้องน้ำครับ คุณหนูมาจะเรียกรถพยาบาล แต่ท่านไม่ยอม"“คุณปู่เป็นอะไร" เขาถามย้ำ รู้สึกใจหายเมื่อได้ฟังนายบัญชา ไม่ว่าจะเป็นที่เกรงขามแค่ไหน คุณปู่ก็คือผู้ชายแก่ธรรมดาที่ไม่รู้จักดูแลสุขภาพเท่านั้น หางตาเหลือบเห็นร่างบางๆของรัตติมาเดินมาใกล้“ฟังด้วยคนได้ไหม"“คุณสองคนก็หลานทั้งคู่" บัญชาถอนหายใจ “ท่านปัสสาวะเป็นเลือดครับ"พชรอึ้งขณะที่รัตติมาหน้าซีดเมื่อได้ยินคำว่าเลือดมาเกี่ยวข้อง“งั้นก็อันตรายน่ะซีคะ ส่งโรงพยาบาลเถอะ จริงไหมคุณพชร"“ผมก็ว่าอย่างนั้น ทีนี้ท่านไม่ยอมไปน่ะซีครับ ผมเองก็จนปัญญา"ชายหนุ่มขมวดคิ้วนึกโกรธขึ้นมาทันที โกรธอะไรก็ตอบไม่ถูก“เขาก็งี้แหละ ห่วงแต่เงิน ร่างกายเป็นยังไงไม่เคยสนใจ"“พูดงั้นก็ไม่ถูก" รัตติมาเถียงบ้าง “คุณปู่ห่วงหาเงินไว้ให้ใครถลุงล่ะ"“เอ๊ะ เธอนี่"“หรือไม่จริง" หญิงสาวลอยหน้าไม่รู้สึกว่าต้องเกรงใจเพราะบัญชาเป็นคนเก่าแก่“ที่ใช้โครมๆทุกวันนี้เงินใคร"“เธอไม่มีสิทธิ์ว่าฉัน"“คุณครับ คุณสองคนคร้าบ อย่าเพิ่งทะเลาะกันได้ไหม มาช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะเอายังไงดี"พชรอารมณ์ไม่ดีแล้วในขณะนั้น ที่เหมือนจะเข้าใจกันเมื่อเช้าคล้ายไม่ได้เกิดขึ้น เขาและหล่อนกลับเป็นไม้เบื่อไม้เมาตามเดิม เขาพูดสั้นๆ“ส่งโรงพยาบาล"บัญชาทำหน้าเหลอ รัตติมาพึมพำเบาๆ“ใครจะเป็นคนเอากระพรวนไปผูกคอเสือ"“ว่าไงนะ" พชรได้ยินไม่ชัดมองหน้ารัตติมาก็เห็นหล่อนทำหน้างอ เขาก็เลยหน้าบึ้งขึ้นมาบ้าง“คุณปู่ต้องไปโรงพยาบาล เป็นวิธีเดียวที่ดีที่สุด เขาจะได้ตรวจว่าคุณปู่เป็นอะไร ที่เป็นอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆสำหรับผู้ชายอาจเป็นพอสเตทแคนเซ่อร์ก็ได้"“อะไรนะ" รัตติมาอุทาน พอได้ยินคำว่า ‘แคนเซ่อร์’ หล่อนก็เข่าอ่อน“นายแช่งคุณปู่หรือ"“คุณหนูมาครับ" บัญชาเรียกอย่างเกรงใจ “คุณพชรอาจพูดถูก เป็นอย่างนี้ประมาทไม่ได้ต้องรีบรักษาแต่เนิ่นๆ นี่เราก็ไม่รู้ว่าท่านเป็นมานานแค่ไหน มาคราวนี้ถึงได้หน้ามืดล้มลง โชคดีผมมารอท่านนานเลยไปเคาะประตูเรียก ท่านไม่ขานตอบ ผมเลยเข้าไปดู แต่ท่านก็สั่งนักหนาไม่ให้ตกใจ ยังบอกด้วยว่าอย่าบอกใคร โชคดีคุณ
พชรมา"“แล้วทำไมนายถึงมา แถมยังอาศัยรถคนอื่นมาเสียอีก"รัตติมาอดแขวะไม่ได้ ชายหนุ่มทำตาเขียวเมินจากหล่อนอย่างไว้ตัว“คุณบัญชารู้จักหมอที่ดูแลคุณปู่ไหม เขาอยู่โรงพยาบาลอะไร โทร.บอกเขาว่าเราจะพาคุณปู่ไปแอดมิทที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้"“ครับ"“ให้ฉันโทร.เรียกรถพยาบาลไหม"“ทำอย่างนั้นเขาไม่ยอมไปหรอก" พชรยักไหล่“เธอน่าจะรู้ เขาเป็นคนมีศักดิ์ศรีแค่ไหน"“ฉันรำคาญคุณนะ เอะอะอะไรก็เขา…เขา เขาที่คุณเรียกน่ะเป็นคุณปู่ มีสัมมาคารวะหน่อยสิ คนไทยเขาจะได้ไม่เรียกคุณว่าลูกหลานอกตัญญู"“คุณหนูมาครับ" นายบัญชารีบห้ามทัพเพราะกลัวมีการปะทะกันก่อนวัชรทิตย์จะได้ไปโรงพยาบาล ขิงก็ราข่าก็แรงด้วยกันทั้งคู่“ผมว่าตอนนี้เราต้องโน้มน้าวให้ท่านไปโรงพยาบาลก่อนดีกว่า ท่านไม่ฟังผม แล้วทีนี้ใครจะเป็นคนพูดล่ะ"“หนูมาพูดท่านก็คงไม่ฟัง หนูมาไม่เคยเอาชนะคุณปู่ได้สักที"นัยน์ตาสองคู่จ้องเป๋งมาทางเขา พชรกลืนน้ำลาย“ก็ได้ผมพูดเอง ถ้าเขา…เอ๊ย…คุณปู่ไม่ตกลง ผมจะอุ้มท่านใส่รถไปเอง"ทั้งที่เป็นเรื่องซีเรียสแต่รัตติมาอดขำไม่ได้ นัยน์ตาหล่อนมีแววพราวระยิบ“ฉันจะคอยดู"พชรกลับเข้ามาในห้อง ใจเต้นตึกตักเพราะรับหน้าที่ใหญ่ หากไม่สำเร็จเด็กนั่นคงถากถางเขาไม่มีที่สิ้นสุด ชายหนุ่มตรงไปที่เตียงนอนซึ่งวัชรทิตย์นอนหลับตาอยู่“คุณปู่ครับ ผมทราบว่า คุณปู่ไม่ได้หลับเพราะฉะนั้นช่วยลืมตามาพูดกันหน่อย คุณบัญชาบอกผมแล้วว่าคุณปู่เป็นอะไร มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย คุณปู่ต้องไปตรวจที่โรงพยาบาล…" เขาหยุดนิดหนึ่ง“ผมจะพาไปเอง รู้เร็วจะได้หายเร็ว"วัชรทิตย์ลืมตาขึ้นมองหลานชายที่พูดเจื้อยแจ้วเป็นนกขุนทอง สายตาเขาไม่มีใครหยั่งถึงว่ารู้สึกเช่นไร“ฉันไปแล้วนายจะให้อะไรฉัน"พชรนิ่งไปชั่วอึดใจ เขาขมวดคิ้วอย่างงงๆ“คุณปู่ไม่ใช่เด็กนะครับ ต่อรองเหมือนเด็กเลย"“ฉันไปโรงพยาบาล แล้วนายจะให้อะไรฉัน" วัชรทิตย์ถามย้ำ————————————สกุลไทย -สะพานสายรุ้ง-3ศีลวัตร์รอในห้องรับแขกอย่างอึดอัด เขาดื่มน้ำจนหมดแก้วก็ยังไม่มีใครเข้ามา เหมือนกับว่าเขาเป็นคนที่ถูกลืม ชายหนุ่มหยิบซองเอกสารแล้วเดินออกมาข้างนอก สาวใช้คนหนึ่งเดินสวนมาเขาจึงถามว่า“ช่วยพาฉันไปพบคุณหนูมาหน่อย"“ค่ะ"‘คุณหนูมา’ จับกลุ่มคุยกับพชรและนายบัญชา เมื่อศีลวัตร์ไปถึงวัชรทิตย์เปิดประตูห้องเดินออกมาพอดี ศีลวัตร์จึงยกมือไหว้“อ้าว มาเมื่อไหร่ล่ะ"“ผมนำเอกสารมาให้ท่านประธานเซ็นครับ เรื่องที่พูดกันหลังประชุมใหญ่ ท่านให้ผมทำรายงานมา…"“งั้นหรือ เร็วดีจัง" วัชรทิตย์รับซองเอกสารมาจากมือแล้วส่งต่อให้บัญชา“เก็บไว้ให้ด้วย"“แต่…"“ฉันกำลังจะไปโรงพยาบาล พวกนี้เขาคะยั้นคะยอนัก เอาเถอะแล้วจะอ่านดู คุณกลับไปก่อน"“ผมตามไปโรงพยาบาลด้วยก็ได้ครับ" ศีลวัตร์ยิ้มแห้งๆ“เป็นห่วงท่านเหมือนกัน ที่จริงไปรถผมก็ได้"“รถคุณกึ่งสปอร์ต คุณปู่นั่งไม่สบายแน่ พวกเราจะไปรถคุณปู่ คุณบัญชาขับตามไปนะ นายยงรู้จักโรงพยาบาลแล้วไม่เป็นไร ส่วนคุณ…"พชรหันไปทางศีลวัตร์ นัยน์ตามีแววเยาะเมื่อกล่าวว่า“ถ้าเป็นห่วง ขับตามไปก็ได้"เขาจัดทุกอย่างเป็นฉากๆ กระหยิ่มว่าทำทุกอย่างดีแล้ว แต่ศีลวัตร์กลับทะลุกลางปล้อง สรุปหน้าตาเฉย“งั้นคุณหนูมาไปกับผม ท่านประธานจะได้นั่งสบายๆ คนขับรถนั่งข้างหน้า ท่านประธานกับคุณพชรนั่งข้างหลัง คุณหนูมาเป็นหลานไม่ควรนั่งกับคนขับรถนะครับ"รัตติมายืนงงขณะที่นายบัญชายิ้มในใจกับการบลั๊ฟของคนทั้งสอง หล่อนคิดตามไม่ทัน วัชรทิตย์ชำเลืองมองพชรแล้วหันไปพูดกับรัตติมา“ประเดี๋ยวคุณบัญชาต้องไปทำธุระให้ปู่ หนูมาไปนั่งกับศีลวัตร์ไป"“ค่ะ คุณปู่" หญิงสาวรับคำเสียงอ่อยอย่างไม่ค่อยเต็มใจ แต่ศีลวัตร์หน้าบาน“เชิญครับ คุณหนูมา"พชรมองตามหลังรัตติมาเดินต้อยๆไปขึ้นรถแล้วถอนใจยาว อาการของเขาไม่รอดสายตาวัชรทิตย์“คุณบัญชา บอกเขาด้วยว่าโรงพยาบาลอะไร"“ครับท่าน"พชรกระแทกประตูปิดเสียงดังปัง คนอย่างเขาเก็บอารมณ์ไม่ได้นาน ชายหนุ่มโพล่งออกมาว่า“คุณปู่ไม่น่าปล่อยหนูมาไปกับหมอนั่น"“ทำไม"“ผมว่าเขาไม่น่าไว้ใจ"“เหตุผล"“ไม่มีครับ แต่ผมมีซิกเซนส์ใครดีใครไม่ดีผมเดาได้"“แล้วเธอคิดว่าฉันดีไหม"“คุณปู่เป็นคุณปู่"“ปู่อย่างฉัน ดีไหมเล่า"พชรอึ้ง“ผมขอผ่าน"“ทำไม มันเป็นคำถามที่ตอบยากนักหรือ ที่จริงมันก็ไม่ยากเท่าไหร่นัก ลองเทียบฉันกับตาของเธอดู ถ้าตาของเธอดี ฉันก็ตรงข้ามเขา มันก็แค่นั้น"“ผมไม่คิดว่าคุณปู่ไม่ดี แต่มันมีอะไรบางอย่างที่เราเข้ากันไม่ได้ คือผมรู้สึกว่าอยู่กับคุณปู่มัน Uneary ไม่เหมือนคุณตา ทำอะไรติดขัดไปหมด ภาษาไทยว่าไงดีล่ะ ไม่เป็นกันเอง ใช่แล้วคุณปู่ทำให้คนที่เข้าใกล้ตัวแข็ง ผมอาจไม่ถึงขนาดนั้น แต่ผมก็รำคาญตัวเอง ว่าแต่เรากำลังพูดถึงนายศีลวัตร์ไม่ใช่หรือ"“อย่าตัดสินคนเพียงเพราะมีอคติ เขาอาจไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้ มันไม่ยุติธรรม"วัชรทิตย์ถอนหายใจมองผ่านกระจกไปข้างนอก เขาไม่ห่วงความเจ็บป่วย เพราะรู้ดีว่าตนเองละเลยปัญหาสุขภาพมานานแล้ว บางทีเขานึกขอบคุณเจ้าโรคภัยนี่เสียด้วยซ้ำที่ดึงพชรเข้ามาใกล้ ความเป็นห่วงที่ไม่ได้เสแสร้งแม้จะมีคำพูดไม่ถูกหูแต่ก็ทำให้เขารู้สึกชุ่มชื่นขึ้น“ผมดูคนไม่เคยผิด" ชายหนุ่มยังต่อล้อต่อเถียง“คนๆนี้ลึก แต่จะขนาดไหนผมยังไม่ทราบตอนนี้ ว่าแต่ตอนนี้คุณปู่รู้สึกยังไงบ้างครับ"“ดีขึ้นมาก" วัชรทิตย์ตอบเสียงหนักแน่น“ดีขึ้นตั้งแต่เธอให้สัญญากับฉันว่าจะยืดงานแต่งงานออกไปก่อน และเธอจะออกชนบทช่วยงานหนูมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ต่อจากนั้นถ้าเธอยังคิดจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้น ฉันจะไม่ห้ามสักคำ และจะไปสู่ขอเขาให้ด้วย"พชรอึ้ง เขาเถียงไม่ออกเมื่อคุณปู่ย้อนย้ำคำมั่นสัญญาที่เขาตกปากรับคำ เพราะความเป็นห่วงในอาการและต้องการให้วัชรทิตย์ไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เขาไม่คิดว่าคุณปู่จะจำได้ทุกคำพูด“ทำไมเงียบหรือฉันพูดผิด" วัชรทิตย์ยังมีใจยั่วแหย่ ถึงแม้จะเป็นการต่อล้อต่อเถียงแต่เขาก็มีความสุข มันช่างเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เหลือบดูหลานชายเพิ่งสังเกตว่าการแต่งตัวของพชรแปลกไปกว่าทุกครั้ง วัชร
ทิตย์เลิกคิ้ว“วันนี้ไปไหนมา ดูผิดหูผิดตาไป แล้วรถหายไปไหน"“เพื่อนขอยืมไปครับ" พชรลังเลเพราะไม่แน่ใจว่ารัตติมาเล่าให้คุณปู่ฟังหรือยังเรื่องที่ไปพบกับเขา“เรื่องรถนี้ก็เหมือนกัน ฉันให้คุณบัญชาเขาจัดการให้หนูมา เพราะไม่ชอบใจที่ขับรถเก่าๆ เป็นผู้หญิงเกิดรถไปตายที่ไหนค่ำๆมืดๆ ให้เขาไปจัดการเองก็ไม่ยอมทำสักที"“ยายคนนี้เรื่องมาก"“หนูมาขี้เกรงใจ" น้ำเสียงที่พูดบอกความเอ็นดูเต็มเปี่ยมจนพชรต้องเมินหน้ามองไปนอกรถเพราะความอิจฉา“เงินแต่ละบาทแต่ละสตางค์ของเขามีความหมาย เพราะเขานึกถึงคนที่ไม่มีเลย พยายามใช้อย่างประหยัด ปู่จะให้อะไรสักทีก็ต้องยกแม่น้ำทั้งห้า"“คนขี้เหนียวมักเป็นอย่างนี้"“เธอยังไม่รู้จักหนูมาดี เขาขี้เหนียวเพื่อเจียดให้คนอื่นที่ไม่มีโอกาส วันหนึ่งเมื่อเธอทำงานกับเขาอย่างที่รับปากเธอจะรู้จักเขาดีขึ้น"“ผมก็หวังว่าเมื่อถึงวันนั้น ผมคงไม่ต้องหมั่นไส้เขาเหมือนที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้"ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมาเมื่อนึกถึงคำบอกเล่าของ ‘คุณตา’ ที่แอบมานินทาว่าคุณปู่ต้องการให้เขาแต่งงานกับรัตติมา พชรโพล่งออกมาอย่างเหลืออด“สวยก็ไม่สวย ขี้เหนียวอีกต่างหาก คนอย่างนี้ใครจะกล้าแต่งงานด้วยหรือถ้ามีผู้ชายคนนั้นคงโง่บรมเลย"วัชรทิตย์ยิ้มเล็กน้อย เสียงพูดราบเรียบเหมือนไม่ได้ประชดประชันใคร“ใช่ ฉันพอจะมองเห็นผู้ชายคนนั้นแล้ว"นายแพทย์ทัศนาไม่ยอมให้วัชรทิตย์กลับบ้านหลังใช้เวลาตรวจร่วมสองชั่วโมง ทุกคนที่รอฟังข่าวหน้าเสียไปตามๆกัน แม้หมอจะยืนยันว่าไม่ใช่พอสเตทแคนเซ่อร์อย่างที่พชรกังวล“แน่ใจหรือครับคุณหมอ"หมอทัศนามองนายบัญชาเป็นเชิงถาม เขายังไม่เคยพบพชรมาก่อน บัญชาพยักหน้า“หลานชายท่านครับ เพิ่งกลับจากนอก"“อ้อ"“แล้วงั้นคุณปู่เป็นอะไรล่ะคะ" รัตติมาถามบ้าง หล่อนกลุ้มใจจนไม่เป็นอันพูดคุยกับศีลวัตร์ในระหว่างที่นั่งรถมาด้วยกัน แต่ฝ่ายนั้นก็ไม่ได้กดดันเพื่อให้หญิงสาวได้ผ่อนคลายจะได้เป็นแต้มต่อในคราวต่อไป“จากที่เห็นในฟิล์มเอกซเรย์เหมือนท่านจะมีก้อนบางอย่างในไต"“ตายจริง" รัตติมาหน้าเผือด" ไม่ใช่เนื้อร้ายใช่ไหมคะ"“คุณหนูมา" เสียงอ่อนโยนของศีลวัตร์ราวกับจะปลอบประโลม เขาพยายามทำตัวให้กลมกลืนราวกับเป็นคนหนึ่งในครอบครัว แต่พชรกลับมองด้วยสายตาดุๆ“คุณหมอจะรู้ได้ยังไงกันหนูมา ทำไมต้องตีตนไปก่อนไข้ด้วย"“ก็ฉันห่วง"“ทุกคนก็ห่วงทั้งนั้นแหละ แต่อย่าตื่นเต้นมากกว่าเหตุได้ไหม เพราะอย่างนี้ไงล่ะคุณปู่ถึงต้องอยู่โรงพยาบาลให้หมอเช็ค"เขาหันไปทางหมอทันทีที่พูดจบ“คุณหมอจะใช้เวลาเช็คนานเท่าไหร่ครับ"“วันพรุ่งนี้ก็คงทราบผลก้อนเนื้อในไตว่าร้ายแรงหรือไม่ แต่ท่านไม่ได้เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากแน่นอน"พชรใจเสียแต่หักห้ามไว้เมื่อเห็นสีหน้าที่ซีดลงทุกทีของรัตติมา“ถ้าคุณปู่อยู่โรงพยาบาล หนูมาจะค้างกับคุณปู่เอง"“ท่านคงไม่ยอมหรอครับคุณหนูมา" บัญชาขัดด้วยน้ำเสียงเกรงใจ“ท่านทราบว่าคุณหนูมามีเรื่องต้องทำที่มหาวิทยาลัย และท่านก็ยังไม่มีอาการเจ็บป่วย นอกจากเช็คร่างกายอย่างเดียว ผมว่าเราทุกคนสงบจิตสงบใจไว้ก่อนตอนนี้เป็นดีที่สุด และทำตามหน้าที่ของแต่ละคน ท่านไม่ใช่คนอ่อนแอ"พชรยักไหล่ก่อนเอ่ยว่า“จริงที่คุณพูด ถ้าทุกคนทรีตคุณปู่เหมือนเป็นเด็ก คุณปู่ต้องไม่ชอบใจแน่ เอาไว้ให้รู้ผลแล้วว่ากันอีกที คุณบัญชาจะกลับใช่ไหม เชิญเถอะผมกับหนูมาจะเข้าไปดูคุณปู่อีกที"เขาพูดโดยรู้ดีว่ารัตติมาจะต้องทำตาม ซึ่งฝ่ายนั้นพยักหน้าโดยเร็ว มีแต่ศีลวัตร์ที่ท้วงว่า“แล้วพวกคุณจะกลับยังไงกัน"“แท็กซี่สิคุณ กลัวอะไรกัน เราสองคนจะอยู่คุยกับคุณปู่นานหน่อย คุณไม่ต้องรอหรอก เสียเวลาเปล่าๆ"นั่นเท่ากับเป็นการไล่โดยตรง ศีลวัตร์ยืนนิ่งขณะที่พชรเอื้อมมือแตะไหล่รัตติมาเบาๆ“ไปกันเถอะ"เอกสตรีเกือบจะเคลิ้มหลับเมื่อนั่งรอในห้องรับแขกที่เปิดหน้าต่างทุกบานรับอากาศที่บริสุทธิ์ บ้านหลังนี้ปลูกต้นไม้เขียวชะอุ่ม ความร่มรื่นของแมกไม้ช่วยบรรเทาอากาศและจิตใจที่ร้อนรุ่มของเอกสตรีได้อย่างประหลาด มันเป็นความสงบที่หล่อนไม่เคยได้รับมาก่อน การต้อนรับของสตรีวัยกลางคนร่างบอบบางที่มีเค้าความสวยคงทนอยู่กระทั่งบัดนี้ เป็นไปฉันมิตรแม้ว่าต่างฝ่ายต่างได้พบหน้ากันเป็นครั้งแรกคุณพิรงรองไม่ได้ซักว่าเอกสตรีเป็นใครมาจากไหน เธอปล่อยให้หญิงสาวรออยู่พักใหญ่จึงให้เด็กรับใช้ถือถาดใส่ของว่างเดินตามมาที่ห้องรับแขก“หนู ระหว่างรอ รับประทานของว่างเสียหน่อยเถอะ เพิ่งทำเสร็จร้อนๆ"สาคูไส้หมูและข้าวเกรียบปากหม้อขนาดพอดีคำวางมาบนจานกระเบื้องลายดอกไม้สีอ่อนหวานเคียงข้างผักสีเขียวสด เอกสตรีงงจนเกือบลืมไหว้ขอบคุณ“คุณน้าทำเองหรือคะ"“เขาชอบทานฝีมือแม่" เป็นเสียงตอบอย่างภูมิใจ“เขาว่าที่อื่นจะออกรสหวานเกินไป"“จริงด้วยค่ะ" เอกสตรีรีบกลืนแล้วทำตาโต “เดี๋ยวนี้ทำไมคนชอบทานหวาน มันไม่ดีเลยกับสุขภาพแต่ของคุณน้านี่กลมกล่อมมาก อร่อยจริงๆค่ะ"“ถ้าอร่อยก็ทานให้หมด คนทำจะได้ดีใจ สดายุเขาพาเพื่อนไปร้านซ่อมรถ เสร็จแล้วก็คงจะกลับบ้าน อ้อ ฉันไม่ได้บอกหรอกนะว่ามีเพื่อนมารอที่บ้าน กลัวเขากังวลอยากให้เขาทำธุระให้เสร็จเรียบร้อยก่อน ค่อยว่ากันเรื่องอื่นต่อไป"เอกสตรีแอบเห็นด้วยกับความคิดของคุณพิรงรอง เพราะพีสดายุอาจเตลิดไปไม่กลับเข้าบ้าน หากรู้ว่าหล่อนมานั่งรออยู่ที่บ้าน คุณแม่เขาช่างป้องกันเหตุการณ์ได้ดีแท้เอกสตรีเพียงแต่ยิ้มแห้งๆ น่าแปลกที่คนมีฤทธิ์มากอย่างหล่อนกลับจนปัญญาไม่กล้าโต้ตอบกับสุภาพสตรีท่าทางเป็นผู้ดีเรียบร้อยคนนี้ เอกสตรีกลายเป็นคนสงบเสงี่ยมขึ้นมาอย่างฉับพลันคุณพิรงรองกลับเข้ามาดูอีกครั้ง เห็นหญิงสาวนั่งเอียงตัวซบหน้ากับหมอนแพร ใบหน้าคมเฉี่ยวยามหลับก็เหมือนหญิงสาวทั่วไปธรรมดาที่ไร้พิษสงจนเกือบบริสุทธิ์ไร้มารยา ทำให้เธอฉงนว่าหล่อนเป็นคนเดียวกับหญิงสาวที่ทำให้ลูกชายบึ้งตึงคร่ำเครียดทุกบ่อยนั่นหรือเปล่า“เด็กเอ๋ยเด็ก ลูกเต้าเหล่าใครกันเล่านี่ถึงได้ผจญภัยมารอผู้ชายจนถึงบ้าน ไม่คิดหรือว่าพ่อแม่จะเป็นห่วงแค่ไหน เพราะหากเจอผู้ชายดีก็ดีไป หากพบคนเลว…เจ้าประคุณเอ๋ย ฉันไม่อยากคิด…"เสียงฝีเท้าแผ่วเดินมาหยุดข้างหลังคุณพิรงรอง พีสดายุมองผ่านมารดาเข้าไปในห้องรับแขกแล้วเขาก็ยืนตะลึงพูดไม่ออก คุณพิรงรองเหลียวมาทางบุตรชายพร้อมกับถามเสียงเบา“ลูกรู้จักเธอใช่ไหม"“ครับแม่"“เธอตามหาบ้านลูกจนเหนื่อยแล้วก็คงจะหิว แม่ให้รับประทานของว่างไปแล้ว เพิ่งหลับได้สักพัก"เธอถอนตัวจากที่นั่นอย่างเงียบเชียบ พีสดายุไม่ใช่เด็กเล็กที่ต้องซักถาม เธอให้เกียรติในความเป็นส่วนตัวของเขาเพราะเชื่อว่าลูกชายจะทำในสิ่งที่ถูกที่ควร————————————สกุลไทย -สะพานสายรุ้ง-4กระจกเงารูปสีในกรอบไม้เก่าสูงเท่าตัวคน ทำให้เอกสตรีมองเห็นรูปโฉมของตัวเอง เสื้อผ้าที่คุณพิรงรองให้เด็กรับใช้นำมาให้เพื่อผลัดเปลี่ยนชุดที่หล่อนสวมมาไปซักรีดเปลี่ยนสาวไฮโซฯทันสมัยให้กลายเป็นสาวชาวบ้านร่างโปร่งที่มีหน้าตาขัดเขินกับภาพลักษณ์ของตัวเองเสื้อลูกไม้สีขาวแขนสั้นคอบัวปิดมิดชิด ชายเสื้อซ่อนใต้รอยพับของผ้านุ่งสีขรึมคาดทับกันหลุดด้วยเข็มขัดเงินสมัยเก่า เอกสตรีมองตัวเองด้วยความทึ่ง ใบหน้าที่ปราศจากเครื่องสำอางแม้แต่รอยลิปสติก แต่ก็ดูสดชื่นเป็นธรรมชาติเพราะนอนหลับเต็มอิ่มจนดวงตาทั้งคู่เป็นประกาย เอกสตรีนึกปราดไปถึงพีสดายุอยากรู้ว่าเขาจะทำหน้าอย่างไรถ้าเห็นหล่อนในสภาพเช่นนี้เมื่อนึกถึงชายหนุ่ม เอกสตรีก็บิดปากตัวเองอย่างขัดใจเพราะเมื่อคืนนี้หล่อนออกไปนั่งรอที่ชิงช้าหน้าบ้าน แต่เขาก็ไม่ได้ออกไปพบตามสัญญา เอกสตรีนั่งรอจนรู้สึกง่วงจึงได้ย่องกลับห้องอย่างเงียบเชียบ หากเป็นที่บ้านน่ะหรือหล่อนคงอาละวาดขว้างปาสิ่งของเพื่อบรรเทาความโกรธแค้นไม่นิ่งเฉยเช่นนี้แน่“คอยดูนะตอนเช้าฉันจะไม่พูดกับคุณ ผู้ชายอะไรผิดสัญญา"เอกสตรีเดินออกจากห้องเงียบๆ บนตึกไม่มีใครอยู่พีสดายุคงยังไม่ตื่น หล่อนจึงเดินลงไปที่เรือนครัว คุณพิรงรองอยู่ที่นั่นกับแม่ครัวและเด็กรับใช้คนเดิม“หนูหิวหรือยัง" คุณพิรงรองเป็นฝ่ายมองเห็นและทักขึ้นก่อนทำให้แม่ครัวและเด็กรับใช้เหลียวมองเป็นตาเดียว เอกสตรีรู้สึกกระดากกระเดื่องที่คนทั้งสองทำหน้ายิ้มๆ หล่อนตอบตะกุกตะกัก“ยังคะ เอ๊กทานตอนสายๆ"หล่อนควรจะพูดว่า เอ๊กตื่นสายมากกว่าแต่ก็ไม่กล้าแย้ง คุณพิรงรองมีบุคลิกที่ทำให้หล่อนสงบปากสงบคำได้อย่างประหลาด“คณน้ามีอะไรให้เอ๊กช่วยทำไหมคะ"“เสร็จแล้วจ้ะ เดี๋ยวเขาก็ยกขึ้นไปแล้ว เราทานข้าวต้มกันตอนเช้า"เธอบอกเสร็จสรรพ ไม่มีการไต่ถามเอาใจ กับข้าวมีมาอย่างนี้เลือกไม่ได้ ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องกิน ถ้าอยู่บ้านเอกสตรีคงโวยวายใส่คุณหญิงนฤมล“เอ๊กกินข้าวต้มไม่เป็น กินแล้วปวดดั้งจมูกให้เขาไปทอดแฮม ปิ้งขนมปังมาให้ที อ้อ กาแฟด้วยนะ"แต่ที่บ้านนี้ไม่มีไข่ดาวหมูแฮม นอกจากข้าวต้มและเครื่องเคืยงสองสามอย่าง มิน่าคุณพิรงรองถึงได้รักษาหุ่นบอบบางเอาไว้ได้“ทานเถอะหนู" คุณพิรงรองพยักหน้าให้เด็กตักข้าวต้มใส่ชาม เอกสตรีพึมพำขอบคุณในลำคอแล้วถามว่า“เราไม่รอสดายุหรือคะ"“เขาไปตั้งแต่ตีห้าแน่ะจ้ะ เพราะวันนี้ต้องออกต่างจังหวัด กลัวรถติด"คุณพิรงรองแอบเห็นใบหน้าแสดงความผิดหวังของหญิงสาวจึงกล่าวต่อไปว่า“เมื่อคืนคงเพลียเลยหลับไปแต่หัวค่ำ แต่เขาบอกว่าวันนี้จะรีบกลับมาให้ทันมื้อเย็น"อย่างนี้นี่เองถึงได้ผิดสัญญา เอกสตรีใช้ช้อนกลางตักกับใส่ชามข้าวต้มด้วยอาการเนือยๆ หล่อนไม่คุ้นกับกับข้าวแบบนี้แต่จำใจกินเพราะไม่ต้องการให้เจ้าของบ้านคิดว่ารังเกียจคุณพิรงรองมองหญิงสาวด้วยใบหน้ายิ้มๆ เธอค่อนข้างเข้าใจความรู้สึกของแขกแปลกหน้าพอสมควร“หนูจะรอหน่อยก็ได้ ฉันสั่งให้เขาเจียวไข่…เอ้า นั่นแน่ะมาพอดี"เด็กรับใช้หน้าแป้นเดินถือจานไข่เจียวหอมฉุยเข้ามาวางบนโต๊ะอาหาร เอกสตรีรู้สึกคล้ายมีพระมาโปรดจนทำให้ยิ้มออก“หอมจังค่ะ"“ถ้าอย่างนั้นก็ทานเยอะๆนะจ๊ะ"“ค่ะ"หญิงสาวหน้าเบิกบานยิ้มจนนัยน์ตาเป็นประกาย อาการเคี้ยวตุ้ยๆเป็นที่น่าเอ็นดู เด็กรับใช้คุณพิรงรองถึงกับออกปากว่า“คุณสวยจังค่ะ สวยกว่าดาราทีวีเสียอีก"เอกสตรีหยุดเคี้ยว หน้าเป็นสีระเรื่อแม้ว่าปกติหล่อนจะไม่ค่อยเขินอายเมื่อมีคนชม แต่บ้านนี้ให้ความรู้สึกแปลกแยกเหมือนทุกคนมีความจริงใจไม่ซ่อนเร้น เอกสตรีไม่ได้แต่งหน้าผมก็หวีลวกๆ เสื้อผ้าโบราณค่อนข้างเชย แต่ก็ยังได้รับคำชมอย่างบริสุทธิ์ใจคุณพิรงรองเงยหน้าทำเสียงดุแต่ไม่จริงจังนัก“พูดมากแล้วใบเตย มาตักข้าวให้คุณอีกหน่อยสิ"“หนูอิ่มแล้วค่ะคุณน้า"“ไม่ได้หรอกจ้ะ ไข่เจียวเหลืออีกเยอะ เดี๋ยวป้าเหงี่ยมแกจะคิดว่าแกเจียวไข่ไม่อร่อย"ใบเตยเข้ามาตักข้าวต้มใส่ชามเอกสตรีพร้อมกับพูดเบาๆ“นิดหนึ่งนะคะ หนูตักให้คุณไม่มาก"“ขอบใจนะ"ทุกอย่างเป็นไปอย่างง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตองเต็มไปด้วยความผ่อนคลายจนกระทั่งเอกสตรีไม่ขึ้งเครียดเหมือนก่อน คุณพิรงรองไม่ซักถามถึงปัญหา เธอทำคล้ายเอกสตรีเป็นสมาชิกคนหนึ่งในบ้านด้วยการพูดว่า“หนูทำตัวตามสบายนะไม่ต้องคิดมาก คิดว่าเราเป็นญาติกัน สดายุเองเขาก็ห่วง ฝากฝังอยู่นั่นแล้ว เออ ประเดี๋ยวจะออกไปข้างนอกแวะซูเปอร์มาร์เก็ตสักหน่อย พ่อคนนั้นอยากรับประทานสลัด เลยอยากหามะเขือเทศสวยๆ และน้ำสลัด หนูต้องการอะไรข้างนอกไหมจ๊ะ จะได้ซื้อมาฝาก"เอกสตรีทำตาโต สดายุไม่ได้อยากทานสลัดแต่เป็นหล่อนต่างหาก เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เขายังไม่ลืม“คุณน้าไปยังไงคะ เอ๊กขับรถให้ดีกว่า" หล่อนรีบเสนอตัวเพราะอยากตอบแทนน้ำใจคุณพิรงรอง และต้องการช็อปปิ้งหาซื้อเสื้อผ้าและของใช้จำเป็น เอกสตรีไม่ต้องการกลับไปเอาเสื้อผ้าที่บ้าน“หนูพักผ่อนดีกว่ามั้ง เวลาไปไหนต่อไหนฉันก็เรียกแท๊กซี่ที่คุ้นเคยกันดี ใช้บริการเขาเป็นสิบปีมาแล้ว"“แต่วันนี้หนูอยู่ คุณน้าใช้บริการหนูสิคะ เพราะหนูเองก็อยากหาซื้อของเหมือนกัน คุณน้าไปซูเปอร์มาร์เก็ต หนูว่าแถวชิดลมดีไหมคะ จอดรถสบายดี"คุณพิรงรองมีท่าทางลังเล ท่าทางหญิงสาวกระตือรือร้นจริงใจจนยากที่จะปฏิเสธ“เอางั้นหรือ"“เอางี้แหละค่ะ หนูรับรองว่ายังไงเราก็ต้องกลับมาก่อนสดายุแน่ แต่หนูขอไม่ไปชุดนี้ได้ไหมคะ คุณน้าช่วยกรุณาให้ใบเตยรีดผ้าของหนูหน่อย"แววตาคุณพิรงรองมีแววยิ้ม เพื่อนสาวพีสดายุคนนี้คงเป็นคนเอาแต่ใจตัวไม่ใช่เล่น ต้องการสิ่งใดต้องได้ดั่งใจเดี๋ยวนั้น แม้ลูกชายจะไม่ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับหญิงสาวผู้นี้มากมาย คุณพิรงรองค่อนข้างแน่ใจว่าหล่อนต้องเป็นคนที่มีเทือกเถาเหล่ากอ สิ่งเดียวที่คุณพิรงรองห่วงก็คือ หล่อนและพีสดายุจะไปด้วยกันได้สักกี่น้ำซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นล่างของดีพาร์ทเม้นท์สโตร์กว้างขวาง น่าเดินด้วยความเพลิดเพลินเพราะมองเห็นของกินของใช้น่ากินน่าซื้อนานาชนิด คุณพิรงรองเข็นรถเดินทีละแถวหยิบของใส่รถเป็นว่าเล่นเลือกของที่ลูกชายคนเดียวชอบเป็นพิเศษ“หนูขอขึ้นไปช็อปปิ้งข้างบนก่อนนะคะแล้วจะลงมารับคุณน้า"หญิงสาวซึ่งอาจจะเป็นคนสำคัญของลูกชายบอกเธอก่อนแยกตัวไป คุณพิรงรองไม่รู้สึกเหมือนหล่อนเป็นคนแปลกหน้าเพราะท่าทางสนิทสนมเป็นกันเอง หล่อนพูดจ้อระหว่างขับรถถามถึงการทำงานของพีสดายุและชี้ชวนให้เธอดูสองข้างทาง คุณพิรงรองไม่ค่อยได้ออกจากบ้านบ่อยนัก เธอจึงค่อนข้างตื่นเต้นกับสิ่งแปลกใหม่ที่ได้พบเห็นจนเกือบลืมเวลา ในขณะที่กำลังยืนมองชั้นวางน้ำสลัดพร้อมกับไตร่ตรองว่าควรจะเลือกชนิดไหนดีจึงจะถูกใจลูกชาย คุณพิรงรองต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงอุทานจากสุภาพสตรีสองคนที่เข็นรถผ่านมาทางนั้น“คุณพิรงรอง นั่นใช่พิรงรองหรือเปล่า" เธอหันไปตามเสียงเรียกแล้วต้องตะลึงเมื่อเห็นเพื่อนร่วมรุ่นตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือมาด้วยบ้าง เธออุทานว่า“นฤมล มาณวิกา ดีใจจริงที่ได้พบไปไงมาไงกันจ๊ะ"“ตายแล้วไม่นึกเลย นี่ฉันฝันไปหรือเปล่าจริงไหมมาณวิกา ฉันเพิ่งพูดถึงคุณพิรงรองอยู่ไม่กี่วันมานี่เอง"“แล้วฉันก็เพิ่งหาเบอร์โทรศัพท์เธอมาให้นฤมลเขาวันนี้ ไม่นึกไม่ฝันจริงๆ ฉันมองอยู่นานแล้วไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่าเลยต้องถามนฤมลเขา"คุณหญิงนฤมลและมาณวิภาส่งเสียงกิ๊วก๊าวราวกับสาวรุ่น คุณพิรงรองได้แต่ยืนอมยิ้มท่าทางดีใจอย่างเปิดเผย“เธอช่างเก็บตัวเงียบเชียวนะย้ายจากต่างจังหวัดก็ไม่คิดบอกใคร ใจร้ายมากถ้ามาณวิกาเขาไม่เจอเธอที่พาหุรัด พวกเราก็คงไม่ได้ข่าวเธอเฉย รู้ไหมฉันกำลังจะจัดงานรุ่นเพราะคิดถึงเพื่อนๆ เราต่างคนต่างก็แก่ ตายเมื่อไหร่ไม่รู้ควรได้เจอะเจอกันบ้าง เธอสวยเหมือนเดิมเลยนะ"“ขอบใจจ้ะ ครอบครัวสบายดีใช่ไหม ลูกสาวแต่งงานไปหรือยัง"“ใกล้แล้ว" คุณหญิงนฤมลตอบไม่เต็มเสียง แล้วเย้าว่า“คุณนพนานๆเขาก็ยังพูดถึงเธออยู่ พิรงรองมีลูกชายาคนเดียวใช่ไหม"คุณพิรงรองก้มศีรษะรับอย่างภูมิใจ“คนเดียว"“คงหล่อสินะ แม่สวยพ่อหล่อมีครอบครัวแล้วใช่ไหม"“ยัง" ตอบพลางหัวเราะ “เด็กสมัยนี้ใครบังคับไม่ได้ ดูเหมือนจะมีมาณวิกาคนเดียวที่ลูกเต้าอยู่ในโอวาท"“บังเอิญหรอกจ้ะ แต่ก็ช่างเถอะเราก็อย่าไปยุ่งกับเขาเลย เราคิดว่าเขาเป็นเด็กอยู่เสมอ แต่พวกเขาคิดว่าเขาโตแล้วไม่ชอบให้ใครบงการ เราจุกจิกมากก็ไม่ดี"มาณวิกาบุ้ยใบ้ไปทางคุณหญิงนฤมล“ขานั้น ชอบบังคับลูก"“มันเลยหนีหน้าไป ไม่อยากเจอพ่อ แม่ เฮ้อ…อย่าพูดถึงเลย มาว่าเรื่องของเราดีกว่า คุณพิรงรองจดที่อยู่เบอร์โทรศัพท์มาอีกที เธอจะต้องมางานที่บ้านฉันเลี่ยงไม่ได้เป็นอันขาด"คุณหญิงนฤมลคาดคั้น คุณพิรงรองทำตามโดยดี เธอเปิดกระเป๋าหยิบกระดาษปากกาจดบ้านเลขที่และเบอร์โทรศัพท์ส่งให้พร้อมกับพูดว่า“ฉันจะนั่งแท็กซี่ไป"“ทำไมไม่ให้ลูกชายไปส่งล่ะ"“เขาทำงานไม่เป็นเวลา แต่ไม่ต้องห่วงหรอกบอกมาว่าวันไหน ฉันจะไปให้ได้"“ขอบใจนะ อย่างนี้สิเขาถึงเรียกว่าเพื่อนแท้ ว่าแต่ซื้อของเยอะแยะเอาไปเลี้ยงใคร"“เพื่อนลูก" ตอบเรียบๆ คุณหญิงนฤมลยิ้มพยักกับมาณวิภา“แม่ตัวอย่าง ใครได้เป็นลูกสะใภ้คุณพิรงรองล่ะโชคดีไปทั้งชาติ"“เกินไป เอาละแล้วเราค่อยเจอกันนะ ฉันจะต้องรีบกลับไปทำกับข้าวอีก"“จ้ะ จ้ะแล้วฉันจะโทร.ไปคุยด้วย ไป กลับกันเถอะมาณวิกา"คุณหญิงนฤมลเข้าไปกอดคุณพิรงรองเบาๆอย่างมีความสุขก่อนลาจากกันในวันนั้น เธอมัวสนทนากับมาณวิกากับการพบกันโดยไม่ได้นึกฝันจนไม่ได้สังเกตหญิงสาวคนหนึ่งที่หอบของพะรุงพะรังออกมาจากลิฟต์ในระยะกระชั้นชิด…เอกสตรีขับรถด้วยใจตุ้มๆตอมๆมาตลอดทาง หล่อนใจหายวาบเมื่อมองเห็นมารดาจนแทบยกถุงกระดาษหลายใบปิดบังหน้าแทบไม่ทัน แต่เคราะห์ดีที่คุณหญิงนฤมลมัวแต่สนทนากับคุณป้ามาณวิกาจนไม่ได้สังเกตผู้คนที่ทะลักออกจากลิฟต์ ทำไมโลกถึงได้กลมอย่างนี้“เกือบไปแล้วสิเรา" หญิงสาวพึมพำอย่างกลัดกลุ้มลืมไปว่านั่งรถมาพร้อมคุณพิรงรอง ฝ่ายนั้นเหลียวมองด้วยความแปลกใจ“หนูว่าอะไรนะจ๊ะ ซื้อของได้ครบไหม"“ค่ะ ครบค่ะ กำลังคิดว่าขาดอะไรอีก คุณน้าล่ะคะ"คุณพิรงรองหัวเราะเสียงรื่นรมย์“ซื้อเสียมากมาย นานๆออกมาทีไอ้นั่นก็ขาด นี่ก็ขาด ซื้อน้ำสลัดมาแล้วไม่แน่ใจว่าใช่อย่างที่หนูบอกหรือเปล่า เลือกที่น้ำใสไม่ข้น"“ดีเลยค่ะ ทานแล้วจะได้ไม่อ้วน"“รูปร่างอย่างหนูไม่น่าต้องกลัว ยังเพิ่มน้ำหนักได้อีก"เธอถอนใจเบาๆด้วยความสบายใจ“ดีนะที่ออกมาข้างนอกวันนี้ ตอนอยู่ในซูเปอร์ฯได้เจอเพื่อนเก่าที่ไม่เจอกันมาหลายสิบปี คุยกันเจี๊ยวจ๊าวยังกับเด็ก ใครจะนึกว่าโลกกลมอย่างนี้ นี่เราก็จะนัดเจอกันอีก เพื่อนคนนี้เขาน่ารักและเป็นคนมีวาสนา สามีเป็นถึงรัฐมนตรีแต่เขาก็ยังพูดคุยเหมือนเดิม เสมอต้นเสมอปลาย"“คะ" เอกสตรีเริ่มหูผึ่ง “ถ้าสามีเป็นรัฐมนตรี เผลอๆเขาก็ได้เป็นคุณหญิงสิคะ"“จ้ะ คุณหญิงนฤมล"เอกสตรีสะดุ้งโหยงเหยียบเบรกจนรถกระตุก“อุ๊ย หนู"“ขอประทานโทษค่ะ พอดีรถคันนี้ไม่ใช่ของหนูขอยืมเขามาขับเลยไม่ค่อยชิน คุณน้าบอกว่าเพื่อนคุณน้าชื่อคุณหญิงนฤมลงั้นหรือคะ"————————————สกุลไทย -สะพานสายรุ้ง-5คำตอบยืนยันของคุณพิรงรองทำให้เอกสตรีเหงื่อแตกพลั่กทั้งที่เครื่องปรับอากาศในรถเย็นฉ่ำ ทำไมโลกกลมอย่างนี้ ทำไมหล่อนต้องวิ่งหนีเพื่อจะได้มาอยู่ปลายจมูกของมารดาเช่นที่เป็นอยู่ เอกสตรีไม่อยากคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากคุณพิรงรองพลั้งปากเล่าเรื่องของหล่อน แม่คงแทบเป็นลมตายพร้อมกับปัญหาอื่นคืบคลานมาอย่างกระชั้นชิด แต่อะไรก็คงไม่สำคัญเท่าแม่จะปล่อยให้หล่อนคบหาพีสดายุหรือไม่เท่านั้น“เรารู้จักกันตั้งแต่เด็ก เรียนด้วยกัน โตมาด้วยกัน จนต่างฝ่ายต่างออกเรือน ฉันไปอยู่ต่างจังหวัดเลยไม่ค่อยได้พบกัน เมื่อสักครู่นั้น มลเขาบอกว่าจะมีการพบปะเพื่อนร่วมรุ่น"“แล้วคุณน้าคิดว่าจะไปไหมคะ"คุณพิรงรองหัวเราะ ตอบไม่ตรงคำถาม“น่าตื่นเต้นดีเหมือนกันนะสำหรับเพื่อนฝูงที่ไม่เคยพบปะกันเลย ต่างฝ่ายต่างก็แก่เฒ่าไปตามกัน จะจำกันได้หรือเปล่าไม่รู้เลย"“เมื่อไหร่หรือคะ"“กลางเดือนหน้าจ้ะ นฤมลจะโทร.มาบอกอีกที เขาบอกว่าจะส่งรถมารับ"“ช่างใจดีจริง" เอกสตรีประชดคนที่ไม่มีตัวตนในที่นั้น แต่คุณพิรงรองกลับตกกระไดพลอยโจน“นั่นซีนะ เขาใจดีมาก นฤมลเป็นคนอย่างนี้มานานแล้ว ใจเย็น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสมอต้นเสมอปลาย"เอกสตรีย่นจมูกค้านในใจ…นี่หากรู้ว่าลูกสาวมาอยู่บ้านคุณพิรงรอง แม่จะถึงกับตัดญาติขาดมิตรกับเพื่อนคนนี้หรือไม่หนอ หญิงสาวถอนหายใจยาว“คุณน้าคะ ประเดี๋ยวพอเราถึงบ้านเรียบร้อยหนูขอเอารถไปคืนเพื่อนนะคะ เพราะขอยืมเขามานานแล้ว"“ตามสบายเลยหนู ว่าแต่จะกลับมาทานอาหารเย็นด้วยกันหรือเปล่า"“ค่ะ" หล่อนยิ้มประจบ “ตอนนี้หนูคงไปไหนไม่รอด ขอฝากท้องไว้กับคุณน้าชั่วคราวนะคะ"คุณพิรงรองเหลียวมามอง หญิงสาวผู้นี้คงเป็นคนพิเศษของพีสดายุ เขาเป็นที่รวมความรักของเธอ มีหรือที่เธอจะไม่เผื่อแผ่ความเอ็นดูไปให้คนของเขาด้วย“นานเท่าที่หนูต้องการเลยจ้ะ"เปรี้ยงสุดมองดูเจ้านายเขาจากกระจกมองหลัง จนถึงวันนี้พชรเปลี่ยนลักษณะการแต่งตัวจากนายแบบมาเป็นหนุ่มมาดธุรกิจเต็มตัว พชรเคยชอบกางเกงรัดรูปหลากสีตัดกันกับเสื้อแขนสั้นบ้างยาวบ้าง สีสดใส แล้วสวมแจ๊คเก้ตหนังอ่อนทับอย่างเก๋ไก๋ แต่นับจากวันประชุมที่บริษัทเป็นต้นมา ถึงเขาจะวางเสื้อ กางเกง รองเท้าเตรียมพร้อมไว้ให้ พชรก็เมินเฉยไปหยิบเสื้อเชิ้ต กางเกงสีสุภาพออกมาแทนดังเช่นวันนี้ เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนจางมีลายในตัวเข้ากับกางเกงสีกรมท่าเข้ม เน็คไทเส้นเล็กลายขวางน้ำเงิน-ดำ เส้นผมสีน้ำตาลเข้มค่อนข้างยาว ปล่อยเกาะแนบต้นคอไม่รวบเป็นหางเหมือนตอนมาใหม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะอยู่ในการแต่งกายลักษณะไหน พชรก็ยังดูโดดเด่นเหนือคนอื่นเสมอมา“ไปไหนครับ บริษัทหรือโรงพยาบาล" เปรี้ยงสุดถามเพราะได้ข่าวว่าท่านประธานไม่สบาย แต่คำตอบของพชรกลับไม่ใช่ทั้งสองอย่าง“ไปบ้านรัตติมา"“คุณหนูมาหรือครับ" เปรี้ยงสุดถามเพื่อความแน่ใจ พชรมองตาเขียวกระแทกเสียงว่า“ใช่ เร็วเข้าฉันหิวข้าว"“ครับ ครับ"รัตติมาไม่คิดว่าพชรจะมาแต่เช้า หล่อนยังอยู่ในครัวเมื่อแป้งมาบอกว่า“มาแล้วค่ะ ถามว่าคุณหนูมาแต่งตัวเสร็จหรือยัง"“อ้าว" รัตติมาพักตะหลิวหันมามองหน้าแป้งทันทีพร้อมกับบ่นอย่างไม่เข้าใจ“เขาบอกว่าจะมากินอาหารเช้า ยายหวานก็ไม่สบาย วันนี้ฉันเลยต้องทำให้แล้วจะแต่งตัวเสร็จได้ยังไง"หล่อนถอนใจพร้อมกับตักข้าวผัดใส่จาน สั่งแป้งว่า“ช่วยทำต่อทีนะ ใส่แตงกวาแล้ววางไข่ดาวที่ฉันทอดไว้แล้วโปะหน้าให้ที"“โปะหน้าข้าวผัดหรือโปะหน้าคุณพชรคะ คุณหนูมา"รัตติมาขมวดคิ้วแล้วหัวเราะเมื่อเข้าใจความหมาย“ระวังเถอะ เขาได้ยินละก็เป็นเรื่องแน่"หล่อนผละเข้าห้องไปแต่งตัวหลังมอบหน้าที่ให้แป้ง เมื่อออกมาที่โต๊ะอาหารเห็นพชรกำลังดื่มน้ำแต่ไม่ปรากฏว่ามีจานข้าวอยู่บนโต๊ะเลยถามอย่างแปลกใจ“แป้งไม่ได้ยกข้าวผัดมาให้หรอกหรือ"“กินหมดแล้ว" ชายหนุ่มตอบหน้าตาเฉย“ฉันชอบไข่ดาวสุกกรอบไม่เละอย่างนี้แหละ เด็กบอกยายหวานไม่สบาย เธอเป็นคนทำเองใช่ไหม"รัตติมาไม่ได้ตอบแต่เร่งเขาว่า“เสร็จแล้วก็ไปกันเถอะ"“แล้วเธอล่ะ กินหรือยัง"“ฉันไม่หิว ไม่เคยกินตอนเช้า อย่าโอ้เอ้เลยคิดถึงคุณปู่"“งั้นก็ไป วันนี้นายเปรี้ยงเป็นคนขับตามที่ฉันได้รับปากเอาไว้ จำได้ไหม"“จำได้ว่าคุณบอกอีกอย่างว่าจะไม่ชวนฉันทะเลาะก็ต้องจำให้ได้ด้วย ไปกันเถอะ"หล่อนเดินนำหน้าเขาไปขึ้นรถอย่างสง่างาม พชรยิ้มในหน้าเดินตามโดยไม่ปริปากแม้แต่คำเดียวเมื่อบุรุษพยาบาลเข็นเตียงวัชรทิตย์ไปห้องผ่าตัด รัตติมาเดินตามด้วยใบหน้าเผือดขาวจน ‘คุณปู่’ ต้องยื่นมือมาจับมือหล่อนเอาไว้“ปู่ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง"หญิงสาวตื้อในลำคอพูดไม่ออก เพราะกลัวว่าถ้าหากหล่อนพูดเพียงคำเดียวน้ำตาคงไหลออกมา ดีที่
พชรซึ่งเดินตามมาอีกข้างหนึ่งเอ่ยเป็นภาษาอังกฤษกับคุณปู่ของเขา“ผมเชื่อว่าคุณปู่จะต้องปลอดภัย"“ไอก็เชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน" วัชรทิตย์ตอบเป็นภาษาอังกฤษเช่นกันแล้วเปลี่ยนเป็นภาษาไทยก่อนที่บุรุษพยาบาลจะเข็นเตียงเข้าข้างใน“ดูแลหนูมาด้วย"“ครับ คุณปู่" เขารับคำอย่างไม่ต้องพักคิด มองตามจนประตูปิด ร่างคุณปู่หายไปในห้องนั้น ชายหนุ่มจึงหันมาทางรัตติมาและได้แลเห็นว่าน้ำตาหล่อนไหลเป็นทาง“What’s the Matter?"“ฉันกลัว" หญิงสาวสะอื้น “ฉันไม่มีพ่อไม่มีแม่แต่มีคุณปู่เพียงคนเดียว ถ้า…" หล่อนหยุดแค่นั้นนิ่งไปชั่วอึดใจจึงกล่าวต่อ“ฉันจะอยู่ยังไง"“เธอยังมีฉัน ไม่ได้ยินหรือคุณปู่ สั่งให้ฉันดูแลเธอ รับรองเธอไม่อดตายแน่"“ฉันไม่ได้กลัวอดตาย" หล่อนเถียงเสียงเขียวหยิบทิสชูมาซับน้ำตา“ฉันมีสมอง มีมือมีเท้าหางานทำได้ แต่ความรู้สึกในใจต่างหากที่มันว้าเหว่"“คุณปู่ไม่เป็นไรหรอก คนแข็งแกร่งอย่างนั้นลงเขาผ่านเรื่องลูกชายฆ่าตัวตายมาได้ เรื่องเจ็บไข้กลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย ไปเถอะเราไปนั่งรอที่ห้องพักดีกว่า"“คุณไปไหนก็ไปเถอะ ฉันอยู่คนเดียวได้"“พูดไม่สวยนะเธอ เพราะเขาก็เป็นปู่ของฉันเหมือนกัน อย่าเอาเครดิตคนเดียวสิ"“ไหนว่าจะไม่หาเรื่องทะเลาะไง"“ก็ได้ ก็ได้"เขาพาหล่อนไปนั่งรอที่ห้องโถงใหญ่ มีเสียงเพลงจากแกรนด์เปียโนที่คนบรรเลงดังมาแผ่วเบา เก้าอี้โต๊ะ จัดไว้เป็นหมวดหมู่ คนทั้งสองมองเห็นชายหนุ่มในชุดสูทโก้ยืนหันไปหันมา รัตติมาอุทานว่า“นั่นคุณศีล เขาคงมาเยี่ยมคุณปู่"“เขาชื่อศีลวัตร์ สนิทสนมแค่ไหนถึงเรียกเขาอย่างนั้น คุณปู่ไม่ได้เป็นญาติสักหน่อย เขามาทำไม"รัตติมาไม่ฟังเสียง คนที่มาเยี่ยมคุณปู่หล่อนคิดว่าเขามีน้ำใจ หญิงสาวเดินตรงไปหาทันที“คุณศีลวัตร์"“คุณหนูมา"ชายหนุ่มหันขวับมาในทันทีที่ได้ยินเสียงเรียก นัยน์ตาเป็นประกายด้วยความดีใจ“ผมนึกว่าจะไม่พบใครเสียอีก"“ทำไมจะไม่พบ" พชรเดินตามรัตติมาด้วยสีหน้า ไม่พอใจอย่างเปิดเผย“หลานๆคุณปู่ต้องอยู่ที่นี่แน่ ว่าแต่คุณมีธุระอะไร คุณปู่ท่านไม่ว่างเซ็นอนุมัติให้ใครต่อใครตอนนี้หรอกนะ"“ผมไม่ได้มาเรื่องนั้น แต่เป็นห่วงท่านประธาน"“คุณปู่เพิ่งเข้าไปค่ะ คงกินเวลาประมาณสองชั่วโมงตามที่หมอบอกแล้วเราก็จะทราบว่าท่านเป็นอะไรแน่ จากนั้นก็ค่อยว่ากันอีกที"“คุณคงกลุ้มมากนะครับ คุณหนูมา" ศีลวัตร์พูดกับหล่อนอย่างเห็นใจ พชรเกือบอ้าปากย้อนออกไป แล้วพอดีมือถือดังขึ้นเสียก่อน“ฮัลโหล ใช่ ผมเอง เอ๊กมีธุระอะไร ผมอยู่โรงพยาบาล รอดูอาการคุณปู่"ชายหนุ่มเหลือบเห็นสีหน้ายิ้มๆของศีลวัตร์เมื่อเขาเอ่ยคำว่า ‘เอ๊ก’ จึงรีบเดินถอยออกมาเสียก่อน“เอ๊กทำไมต้องรีบร้อนคืนรถด้วย เก็บไว้ใช้ก่อนสิ หรือว่าเอ๊กจะยังไม่เข้าบ้านอีกนาน ผมไม่ว่าอะไรหรอก ทำไมต้องไปเช่ารถใช้ด้วยล่ะ"“มันสบายใจดี" เป็นเสียงตอบจากฝ่ายนั้นขณะที่เขาพูดกับเอกสตรี สายตาพชรยังคงจับจ้องอยู่ที่ศีลวัตร์และรัตติมาอย่างไม่พอใจ“รถของบีบอยหรูเกินไปเป็นเป้าทำให้คนสนใจ เอ๊กจะเช่ารถเก๋งซีดานธรรมดา คนจะได้ไม่รู้ว่าเอ๊กเป็นใคร เอ๊กจะเอารถมาคืนที่โรงพยาบาลนะ จะได้เยี่ยมคุณปู่ด้วย"“อย่าดีกว่าเอ๊ก" เขากล่าวอย่างอึดอัด “ถึงมาก็เยี่ยมไม่ได้ หมอทำ Procedure อยู่อีกหลายชั่วโมง เอ๊กทิ้งรถไว้ตรงที่เช่านั่นแหละผมจะให้คนรถไปเอาเอง ดีไหม"“ไม่ดี" หล่อนกล่าวสั้นๆ “เอ๊กอยากเจอบีบอยด้วยเหมือนกัน รอที่นั่นแหละเดี๋ยวเจอกัน"หล่อนปิดเครื่องก่อนที่เขาจะทันโต้ตอบ พชรเดินหน้ายุ่งกลับมาที่รัตติมา ซึ่งคุยกับศีลวัตร์ถึงอาการของวัชรทิตย์ ศีลวัตร์เหลียวมาแขวะเขาว่า“แฟนจะมาหาหรือคุณ"“ผมจำเป็นต้องตอบไหมนี่" พชรทำหน้ายโส นัยน์ตาวาวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ รัตติมาผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มองด้วยท่าทางงงๆ ถามว่า“จริงหรือ"“เขาจะเอารถมาคืน ผมจะลงไปรอข้างล่างถ้าทางนี้มีข่าวคุณปู่ โทร.บอกด้วย"“ได้สิ ไม่ต้องห่วง"“งั้นเราไปหาที่นั่งกันดีกว่าครับ คุณหนูมา" ศีลวัตร์แตะข้อศอกรัตติมาอย่างถือวิสาสะพาเดินจากไป ทำให้พชรต้องกัดกรามอย่างไม่สบอารมณ์ เขาไม่ชอบหน้าศีลวัตร์ ความรู้สึกลึกๆบอกว่าชายคนนี้ไว้ใจไม่ได้ แต่ราวกับว่ารัตติมาชื่นชมเขาอยู่ไม่น้อยเลย ชายหนุ่มลงลิฟต์มารอเอกสตรีที่ล็อบบี้ชั้นล่างอย่างกระสับกระส่าย เขาจำรถได้ในวินาทีที่เอกสตรีขับเข้ามาในบริเวณโรงพยาบาล แต่เมื่อหญิงสาวจอดและลงจากรถ พชรต้องแปลกใจที่หล่อนไม่ได้แต่งตัวเฉิดฉายเป็นเอกสตรีคนเดิม ชายหนุ่มลงไปหาที่รถ“เอ๊ก เป็นไงบ้าง"“สบายดี" เอกสตรีรับมือที่เขายื่นส่งให้เป็นหลัก หล่อนสวมเสื้อเชิ้ตปล่อยชายคลุมกางเกงรัดรูป รองเท้าสูงปรี๊ด ใบหน้าแทบไม่ได้แต่งเมื่อหล่อนถอดแว่นตากันแดดออกแล้วเอียงหน้ามาจูบเขาที่แก้ม“ยู โอเค้.?"“ไฟน์"“คุณปู่ออกมาหรือยัง หมอว่าไงบ้าง"“โน" เขาถอนใจยาวยกข้อมือดูนาฬิกา “เพิ่งเข้าไปไม่ถึงชั่วโมง ออกมาก็คงรู้ละว่าเป็นอะไรแน่"“อย่าเพิ่งตกใจไปเลยนะ" หล่อนมองเขาอย่างเห็นใจและรู้สึกร่วมในความทุกข์ร้อนของเขา“หมอเดี๋ยวนี้เก่งออก"“ขอบใจที่ให้กำลังใจ"เอกสตรีหัวเราะหล่อนจับมือเขาแบออกแล้ววางกุญแจรถให้“ขอบใจมากนะบีบอย you’re a dear"“ไม่เป็นไร แล้วรถเอ๊กล่ะ"“เดี๋ยวนั่งแท็กซี่ไปเอง"“ผมให้คนรถขับไปส่ง"“ก็ได้" หล่อนรับคำง่ายๆแล้วคล้องแขนเขา“แต่ตอนนี้ขอนั่งพักก่อน ไปห้อง waitting room ก็ได้"“เอางั้นหรือ"“เอางั้นซิ เอ๊กยังมีเวลา" หล่อนยกมือห้ามก่อนเขาซัก“ไม่ต้องถามนะแล้วจะเล่าให้ฟังวันหลัง"พชรไม่มีทางเลี่ยง เขาจำต้องพาเอกสตรีขึ้นมาที่ห้องรับรองระหว่างทางสองหนุ่มสาวตกเป็นเป้าสายตาคนมาโดยตลอด แต่พชรไม่เคยแยแสจนกระทั่งเขาแลเห็นศีลวัตร์กระซิบบางอย่างกับรัตติมาและหล่อนเงยหน้ามองมาที่เขา————————————สกุลไทย -สะพานสายรุ้ง-6รัตติมาจุดธูปสามดอกอธิษฐานกลางสนามหญ้าหน้าบ้าน เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้หล่อนคลายกังวลเรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วยของคุณปู่ได้บ้าง“พระทุกองค์ ผีบ้านผีเรือน เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้ากรรมนายเวร วิญญาณเร่ร่อนทั้งหลายช่วยดลบันดาลให้คุณปู่ปลอดภัยทีเถิด เจ้าประคุณ แล้วลูกช้างจะยอมทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่การบั่นทอนอายุตัวเองลงเพื่อช่วยคุณปู่"หล่อนทำปากขมุบขมิบกล่าวต่ออีกสองสามประโยคแล้วจึงปักธูปกลางสนาม แหงนหน้ามองพระจันทร์ดวงโตที่สาดแสงสว่างไปทั่วบริเวณก่อนยกมือไหว้หมุนตัวไปทั่วทิศปรัชซึ่งจอดรถไว้นอกบ้านเดินเข้ามาพร้อมนายเขมคนรถเก่าที่เปลี่ยนหน้าที่มาเป็นพ่อบ้าน เพราะร่างกายไม่อำนวยที่จะขับรถไกลๆได้อีกต่อไป ชายหนุ่มไม่ได้พบรัตติมาสองสามวันเมื่อเขาโทรศัพท์มา แป้งเล่าเรื่องคุณปู่ ปรัชจึงแวะมาถามข่าวคราวด้วยความเป็นห่วง“คุณหนูมาอยู่นั่นแน่ะครับ"“งั้นลุงไปนอนเถอะ ผมอยู่ไม่นานหรอกเดี๋ยวให้หนูมาล็อคประตูบ้านเอง ลุงไม่ต้องห่วง"“ครับ ขอบคุณ"นายเขมแยกไปแล้ว ปรัชได้แต่ยืนมองที่ริมสนาม รัตติมาปักธูปกับพื้นดินแล้วเหลียวมาทางเขาพร้อมกับยกมือโบก ปรัชจึงรีบเดินไปหา“คุณปู่เป็นอย่างไรบ้าง"“ปรัชรู้เรื่องแล้วหรือจ๊ะ"“ผมโทร.หาหนูมา แป้งเลยเล่าให้ฟัง ท่านอยู่โรงพยาบาลใช่ไหม"หญิงสาวพยักหน้า แววตาไม่แจ่มใสอย่างเคย หล่อนเดินนำเขาไปนั่งที่ม้าหิน“พรุ่งนี้ถึงจะรู้เรื่อง หนูมาใจไม่ดีเลย เลยมาขอพรพระ คุณปู่เป็นทูเม่อร์ในไต เรายังไม่รู้ว่าเป็นชนิดร้ายแรงหรือเปล่า ต่อหน้าท่านหนูมาก็ไม่ได้พูดมากกลัวคุณปู่ไม่สบายใจ แต่ปรัชลองคิดดูคนแก่แล้วถ้าต้องผ่าตัดใหญ่ คุณปู่จะทนได้แค่ไหน คนเราจะมีไตข้างเดียวได้หรือ"“ก็มีนะ" ปรัชแบ่งรับแบ่งสู้ “แต่อย่างว่าแหละ ที่น่าวิตกคือคุณปู่ท่านแก่แล้ว"“หนูมาเองอยากให้ไตคุณปู่ แต่หนูมาไม่ได้เป็นญาติท่าน ไตมันจะเข้ากันหรือ พอดีหลานชายท่านเขารับอาสา"“นายหยิ่งจองหองคนนั้นน่ะหรือ" ปรัชอุทานอย่างไม่เชื่อหู รัตติมาพยักหน้า“ใช่ เหลือเชื่อนะแต่ก็เป็นความจริง เขาพูดออกมาเลยโดยที่คุณปู่ก็ไม่ได้ขอร้องเลยสักนิด"“แสดงว่ายังมีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง" ปรัชพินิจดูหน้าเซียวๆของหญิงสาวที่นั่งใกล้อย่างเห็นใจ“หนูมาคงเหนื่อยมากสินะ"“เหนื่อยใจมากกว่าเพราะต้องคอยลุ้นอยู่ตลอดเวลา หนูมาไม่อยากให้อะไรเกิดขึ้นกับคุณปู่ หนูมามีท่านคนเดียว ปรัชก็รู้"“ใช่" ชายหนุ่มพยักหน้า “ปรัชเข้าใจแต่หนูมาอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลยนะ มันอาจไม่ร้ายแรงก็ได้ หมอสมัยนี้เก่งออก…"ท่ามกลางบรรยากาศที่สงบเยือกเย็น มีลมโชยอ่อนๆพัดพากลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้หลังสวน ปรัชอยากปลอบโยนเพื่อนสาวให้มากกว่านั้น ความใกล้ชิดเป็นเวลานานหลายปี ทำให้ความรู้สึกฉันเพื่อนเริ่มเปลี่ยนแปลง ใจเขาต้องการให้รัตติมาเป็นมากกว่าเพื่อน แต่…เกรงว่ารัตติมาจะยังไม่ยอมรับ“หนูมาก็พยายามปลอบใจตัวเองอย่างนั้นเหมือนกัน ดีจังที่มีปรัชเป็นคนคอยเตือนสติ เออ ปรัช พรุ่งนี้หนูมาไม่ไปเรียนนะ จะรีบไปฟังข่าวคุณปู่ก่อน เพราะฉะนั้นอย่าเสียเวลามารับ"ปรัชหัวเราะเบาๆ“ที่แวะมาบ่อยก็เพราะอยากรู้ว่ารถใหม่ของหนูมายี่ห้ออะไรเท่านั้นแหละ"“เออ หนูมาก็ลืมเรื่องนี้ไปสนิทเลย ไม่เป็นไรนะ หนูมาได้รถคันใหม่เมื่อไหร่ จะขับไปหาปรัชเป็นคนแรกเลย ดีไหม"“สัญญานะ"“แน่ละ แหม ปรัชนี่ขี้เห่อมากกว่าหนูมาอีกนะ"หล่อนลุกขึ้นยืน เขาก็เลยต้องลุกพร้อมกันทั้งๆที่ต้องการนั่งคุยต่ออีก แต่เกรงใจหญิงสาวที่ดูท่าทางก็รู้ว่าหล่อนไม่ค่อยสบายใจนัก รัตติมาเดินมาส่งปรัชถึงประตูบ้าน“ขับรถดีๆนะ"“แล้วผมจะโทร.มาหา"“ขอบใจจ้ะ"ปรัชยืนรอจนได้ยินเสียงรัตติมาล็อคประตูข้างใน วินาทีนั้นเขาเกิดใจหายขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ได้แต่เพียงหวังว่ารัตติมาคงไม่ปิดกุญแจกั้นเขาไว้ให้ห่างจากหล่อนชั่วนิรันดร์รัตติมาเตรียมตัวเข้านอน แต่พอเช็คมือถือจึงได้เห็นว่าพชรโทร.หาหล่อนห้าหกครั้ง ความตกใจทำให้หล่อนรีบโทร.กลับทันที ประโยคแรกที่ถามเมื่อเขารับสายคือ“คุณปู่เป็นอย่างไรบ้าง"“คุณปู่" ฝ่ายนั้นทวนคำ “คุณปู่ก็นอนอยู่โรงพยาบาลน่ะซี"“แล้วคุณโทร.มาทำไมหลายเที่ยว" หล่อนแหวใส่“ทำเอาเราตกใจหมดเลย"“ฉันโทร.ไปก็เพราะอยากรู้ว่าเราจะนั่งคุยกับแฟนนานแค่ไหน ดึกดื่นป่านนี้แล้วนะ หมอนั่นก็ร้ายไม่เบารู้ว่าคุณปู่ไม่อยู่จัดแจงมาตีท้ายครัว"“รู้ได้ยังไงว่าปรัชมาหาฉัน"“เพราะฉันไม่โง่มั้ง"“คุณมันพวกสอดรู้สอดเห็น สม โทร.มาฉันไม่รับ เลยโทร.เข้าบ้านพูดกับแป้งใช่ไหมล่ะ"“นายปรัชเขามีธุระอะไร ทำไมต้องมาด้วย โทรศัพท์ก็ได้ไม่ใช่หรือ"“เขาคงอยากเห็นหน้าฉัน ไม่งั้นคงนอนไม่หลับ"“เห็นแล้วกลับไปนอนผวาน่ะไม่ว่า"“มากไปแล้วนะคุณ ถ้าคิดจะโทร.มาเสียดสีกัน ฉันจะวางหูละ"“ประเดี๋ยวก่อน ฉันจะถามว่าพรุ่งนี้จะไปเยี่ยมคุณปู่ด้วยกันไหม ถ้าไปจะได้ไปรับ"รัตติมานิ่งคิดจนเขาสงสัย“ทำไมเงียบไปล่ะ"“กำลังคิดว่าอยากไปเยี่ยมคุณปู่ แต่ไม่อยากไปกับคุณ ฉันกลุ้มใจไม่มีมู้ดจะทะเลาะด้วย"“เออ เธอนี่แปลกนะ" พชรพึมพำ อยากบอกว่าไม่ไปก็อย่าไป แต่เขากลับพูดว่า“เอางี้ พรุ่งนี้ฉันสัญญาว่าจะไม่ทะเลาะกับเธอและจะให้เจ้าเปรี้ยงขับรถไป ตกลงไหม"“งั้นก็ได้ เท่านี้นะ"“เดี๋ยวก่อน บอกให้ยายหวานทำกับข้าวด้วย ฉันจะไปกินที่นั่น"“ประหลาด"“ประหลาดยังไง"หญิงสาวถอนใจยาว“ไม่มีอะไร ฉันเพียงแต่คิดว่าพรุ่งนี้ฝนคงตกใหญ่เชื่อไหมล่ะ"หล่อนหยุดพูดไปแค่นั้น เขาพยายามโทร.กลับหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จเพราะรัตติมาคงปิดเครื่องไม่ให้ใครรบกวน พชรจึงพึมพำอย่างขัดอกขัดใจ พอเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เขารีบตะลีตะลานรับ แต่คนที่พูดมาเป็นมารดาของเอกสตรี“คุณพชรใช่ไหม นี่อาเองนะหลาน"“ครับ คุณอาหญิง"“อาโทร.มากวนหรือเปล่าจ๊ะ คุณหลับหรือยัง"“ผมนอนดึกเสมอครับ คุณอาไม่ต้องห่วงว่าจะรบกวน คุณอามีธุระอะไรหรือครับ"คุณหญิงถอนใจมาตามสายแล้วจึงถามอย่างเกรงใจ“ยาเอ๊กอยู่ที่นั่นหรือเปล่าจ๊ะ"ชายหนุ่มอึ้งเพราะไม่แน่ใจว่าคำตอบของตัวเองจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่าเดิมหรือไม่ เขารู้ว่าเอกสตรีกำลังมีปัญหาและเขาพอจะรู้เลาๆ หากไม่ยอมรับเท่านั้นว่าปัญหาของหล่อนคืออะไร พชรรู้แต่เพียงว่าเขามีหน้าที่ต้องปกป้องเอกสตรีเท่านั้น“อาขอโทษที่ถามอย่างนี้ คุณพชรอาจจะอึดอัดใจเพราะยายเอ๊กอาจไม่ให้คุณพูด แต่อาถามในฐานะคนเป็นแม่ ถ้าเขาอยู่กับคุณ อาก็จะได้โล่งใจ"เอาแล้วซี เขาจะทำอย่างไรดีจึงจะหาทางออกที่สวยงามให้คนทั้งสอง หากบอกว่าไม่รู้ซึ่งก็เป็นความจริง คุณหญิงคงจะทุกข์ร้อนไม่น้อย แต่ถ้าโกหกแล้วถูกจับได้ภายหลัง เขาก็จะกลายเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือในสายตาคุณหญิงตลอดไป“ว่ายังไงจ๊ะคุณพชร"“เอ๊กไม่ได้อยู่กับผมครับคุณอาหญิง" เขาตัดสินใจในที่สุด “แต่คุณอาโปรดอย่ากังวล เพราะเขาอยู่ในที่ที่ปลอดภัยดี เอ๊กเพียงแต่ต้องการอยู่เงียบๆสักพักก่อนกลับบ้าน"“เขาจะอยู่ได้อย่างไร รถราก็ไม่ได้ขับไป"“เอ๊กใช้รถผมครับคุณอา เขาอยากเช่ารถแต่ผมไม่ยอม"“แล้วเขาบอกไหมว่าเมื่อไหร่จะกลับบ้าน"“เรื่องนี้ผมจะถามเขาอีกทีครับ"“ได้เรื่องแล้วโทร.บอกอาด้วยนะ ยายเอ๊กทำอะไรเอาแต่ใจตัวเสมอ แต่นั่นแหละมันก็เป็นความผิดของอาด้วยที่ตามใจเขาจนเหลิง เขาก็เลยไม่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่สักที คุณพ่อของเอ๊กอยากเห็นลูกเป็นฝั่งเป็นฝา คุณพชรน่าจะคุยกับเขาให้รู้เรื่อง"“ครับผม ผมจะคุยกับเอ๊กอีกสักครั้ง คุณอาหญิงโปรดอย่าห่วง"“อาก็พยายามนะ เขาเองก็โตแล้วไม่ใช่เด็ก แต่วิสัยแม่ให้ลูกอายุแค่ไหนยังมองลูกเป็นเด็กวันยังค่ำ คุณพชรคงไม่เข้าใจหรอก เมื่อไหร่มีครอบครัวของตัวเองนั่นแหละจึงจะซึมซับ"“ครับ คุณอาหญิง"คุณหญิงนฤมลคุยอีกสองสามประโยคจึงวางหู พชรได้แต่ถอนใจอย่างโล่งอก เขาทิ้งตัวบนเตียงสูงหนานุ่ม ทุกครั้งที่เอกสตรีหายตัวไปโน่นมานี่โดยไม่มีเขา พชรไม่เคยกังวลหรือข้องใจเหมือนเช่นครั้งนี้ เขานึกถึงแววตาเยาะหยันของศีลวัตร์เมื่อยื่นแม็กกาซีนที่มีรูปเอกสตรีให้ดู รูปนั้นถ่ายที่อิตาลีและที่สำคัญเอกสตรีถ่ายรูปคู่กับนายแบบคนหนึ่ง หน้าเข้มเข้าทีในลักษณะ ‘สวีท’ ที่ไม่เหมือนการเสแสร้ง น่าแปลกที่รูปนั้นติดตาเขาทั้งยามหลับและตื่น“อ้าว บีบอยไม่กินข้าวกับตาหรอกหรือ"ประพนธ์ทักหลานชายเมื่อเขาถือถ้วยกาแฟมาที่โต๊ะรับประทานอาหาร และหันไปส่ายหน้ากับมรกตเป็นสัญญาณว่าเขาไม่ต้องการอาหารเช้า“ไม่ครับคุณตา ผมจะรีบไปโรงพยาบาล แค่กาแฟถ้วยเดียวก็อยู่แล้ว"“หลานไม่สบายหรือ" ประพนธ์ค่อนข้างตกใจ เขาวางมีดและส้อมลงทันที“เป็นอะไรล่ะ"“ไม่ใช่ผมครับ คุณปู่ต่างหาก"“พี่วัชเป็นอะไร ทำไมตาถึงไม่รู้เรื่อง"“เรามัวแต่ยุ่งก็เลยไม่ได้โทร.หาคุณตา พอผมกลับบ้านคุณตาก็ขึ้นนอนแล้ว ผมไม่อยากรบกวน"มรกตเข้ามาเติมกาแฟแต่ไม่กล้าสบตาพชร ชายหนุ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ประพนธ์ฟัง มรกตคอยป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น เพราะต้องการรู้เรื่องเหมือนกัน ประพนธ์มีท่าทางกังวลเขาเอ่ยว่า“ตาจะไปด้วย ไปเยี่ยมพี่วัช"“อย่าเลยครับ ผมต้องแวะไปทำธุระที่บ้านคุณปู่ก่อนไปโรงพยาบาล ถึงคุณตาไปตอนนี้หมอก็คงบอกอะไรไม่ได้กว่าเขาจะเช็ค และทำโพรซี้ดเจอร์คิดว่าต้องบ่ายไปแล้ว คุณบัญชาบอกผมว่าวันนี้มีประชุม คุณตาจะทิ้งประชุมไปได้ยังไง"“ถ้างั้นหลานก็ต้องส่งข่าวให้ตารู้"“แน่นอนครับ ทันทีที่ผมทราบข่าวจะโทร.บอกคุณตาทันที"เขาลุกขึ้นยืนแล้วพยักหน้าให้มรกต“ช่วยบอกเจ้าเปรี้ยงให้ที"“ได้ค่ะ คุณพชร"เขาหันมาทางประพนธ์อีกครั้ง อธิบายก่อนที่ฝ่ายนั้นจะถาม“เอ๊กรถเสียครับ เลยขอยืมรถผมไปขับ"“อือม์ แล้วเรื่องแต่งงานล่ะพูดกันไปถึงไหนแล้ว"“คณปู่ยังไม่สบายอย่างนี้ ผมว่ารอก่อนดีกว่าให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรถึงค่อยว่ากันอีกที"“ก็ดีเหมือนกันนะ เดี๋ยวพี่วัชเขาจะว่าไม่สนใจเขา หลานทำดีแล้วบีบอยพี่วัชหายคราวนี้คงจะใจอ่อนกับเรื่องของหลาน ตาเดาเอาว่าอย่างนั้น รีบไปเถอะ"“ครับ คุณตา"ชายหนุ่มวางถ้วยกาแฟบนโต๊ะแล้วหันมาทางประพนธ์“ตอนผมกลับบ้านเมื่อคืน เห็นรถของศีลวัตร์ออกไปจากบ้าน เขามาหาคุณตาหรือมาหาผมครับ"สีหน้าประพนธ์เปลี่ยนไป เขาหลบตาหลานชายแล้วกระแอมเหมือนมีอะไรติดคอ“เขามาคุยเรื่องโปรเจ็คท์ใหม่ที่ต้องการเสนอพี่วัช ดูเหมือนพี่วัชจะให้คุณบัญชาไปแล้ว ไม่รู้ว่าได้อ่านหรือเปล่า เป็นโปรเจ็คท์ที่ต้องใช้เงินมหาศาล"“เขาคงไม่ได้อยากมาคุยเรื่องโปรเจ็คท์อย่างเดียวมั้ง" พชรทำหน้ายิ้มเยาะ“เขาคงอยากให้คุณตายกมือสนับสนุนโครงการของเขาด้วย ใช่ไหมล่ะครับ"สกุลไทย -สะพานสายรุ้ง-โปรดติดตามเรื่องย่อสะพานสายรุ้ง สะพานสายรุ้
เรื่องย่อสะพานสายรุ้ง จบบริบูรณ์ เร็วๆนี้
นักแสดงช่อง3 ดาราช่อง3
คุณชายธราธร | คุณชายปวรรุจ | คุณชายพุฒิภัทร | คุณชายรัชชานนท์ | คุณชายรณพีร์
ดูย้อนหลัง คลิก >> คุณชายปวรรุจ
ดูย้อนหลัง คลิก >> คุณชายพุฒิภัทร
ดูย้อนหลัง คลิก >> คุณชายรัชชานนท์
ดูย้อนหลัง คลิก >> คุณชายรณพีร์
ดูเพิ่มเติม ...
ดูข่าวสารอื่น ๆ ที่นี่ ...
ข่าวบันเทิง : ส่อง! กระต่าย สวีท เก๋ คู่รักเลสเบี้ยน!! หลังสาวเซ็กซี่ กระต่าย ทรรศิกา หรืออดีต กระต่าย แม็กซิม ตกเป็นประเด็นฉาวเรื่องชุดเอี๊ยมปิดจุก แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักแต่เธอก็ได้กำลังใจดีจากแฟนสาว เก๋ กันยกร ศุภการค้าเจริญ หรือ เก๋ เลเดอเรอร์ คู่รักเลสเบี้ยนที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน ซึ่ง สาวเก๋ ก็สวยเซ็กซี่ไม่แพ้กัน โดยมีดีกรีเป็นอดีตรองอันดับ 2 นางแบบจากเวที Miss World Next Top Model ปี 2012 และนางงามผิวสวยจากเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2012 โดยทั้งคู่เปิดเผยว่าคบหาดูใจกันมาเกือบ 2 ปีแล้ว ความสัมพันธ์ก็พัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเรื่องกระแสนั้น สาวเก๋ ก็เข้าใจดีเพราะเธอเองก็ทำงานขายความเซ็กซี่เหมือนกัน ผลงานที่ผ่านมา เช่น เอ็มวีเพลง ติดเรท (R) ของศิลปิน เอิร์ก เลเดอเรอร์ ที่ได้ฉายานักร้องลูกทุ่ง เรทR และถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเหมาะสมอยู่เรื่อยๆ งานนี้แฟนๆ คงจะได้เห็นความเซ็กซี่แบบแพคคู่ของ 2 สาวที่กินกันไม่ลงจริงๆ จ้าาาา!! ขอบคุณภาพจาก IG @ kratai_tadsika, khun_lederer44
ข่าวบันเทิง : จันจิ ประกาศตัวเป็นเจ้าของ มาริโอ้ แหวน-ต่างหู อักษรย่อตัว M แรกๆ ก็ปิดปากเงียบ อ้ำๆ อึ้งๆ ว่ารู้จักกันผ่านๆ แต่พอมีภาพหลุดแบบไม่ได้ตั้งใจ (มั้ง) ของนักร้องสาว จันจิ จันจิรา กับพระเอกพันล้าน มาริโอ้ เมาเร่อ ที่แอบโซ้ยอาหารร้านเดียวกัน แต่งานนี้กลับโป๊ะแตกทั้งคู่ ที่ดันมาพลาดท่าอัพไอจีให้ชาวเผือกได้สงสัย จับประเด็นประติดประต่อเป็นเรื่องเป็นราว ว่าคู่นี้เขาไปด้วยกันจริงๆ จนสาวจันจิไหวตัวช้าไปนิด รีบลบรูปออกทันที จากที่ทั้งคู่เคยรูดซิปปาก ก็ยอมเปิดปากพูดทันทีว่ากำลังคุยๆ กันอยู่ในฐานะพี่น้องตามตำรับดาราไทย โดยเฉพาะฝ่ายหญิง ที่ใครๆ ก็ดูออกว่านางอยากเปิดเผยความสัมพันธ์ครั้งนี้มากขนาดไหน ดูจากหลักฐานการพรีเซ็นต์เอาเองแล้วกัน ทั้งแหวน ทั้งต่างหู ที่นางใส่ก็เป็นอักษรย่อรูปตัว M ชัดเจนซะขนาดนี้ อิอิอิ!!! แหมๆๆ ได้มาเป็นคนรู้ใจของหนุ่มมาริโอ้ทั้งที มันก็ต้องประกาศให้ชาวโลกรับรู้ ให้คนอื่นเขาได้แอบอิจฉากันเล่นๆ ซะหน่อย
ข่าวบันเทิง : ดาราแห่...เตรียมผันตัวเป็นผู้จัด ต้องบอกว่ายุคนี้เป็นยุคที่ทีวีดิจิตอลกำลังเข้ามาสู่เมืองไทยซึ่งเป็นอะไรที่แปลกใหม่ ต่อไปฟรีทีวีจะเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับการเปิด AEC ทำให้ดาราหลายคนไม่ว่าหน้าใหม่หรือหน้าเก่าที่สั่งสมประกบการณ์การทำงานมา เริ่มเล็งเห็นช่องทางในการก้าวขึ้นมาเป็น ผู้จัด มากขึ้น ซึ่งต้องบอกว่ากำไรอยู่ที่คนดูจริงๆ เพราะจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ งานนี้ใครมีแววก้าวมาเป็นผู้จัดคนต่อไปกันบ้าง ตามไปดูกัน